แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวจีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวจีน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

เที่ยว 5 ชุมชนริมน้ำที่สวยที่สุดในประเทศจีน

ประเทศจีนในปัจจุบันถือเป็นประเทศที่มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด ด้วยเมกะโปรเจ็กต์สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ยักษ์หลายโครงการที่ผุดขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับดอกเห็ด และนั่นก็ทำให้เสน่ห์ของความเป็นชนบทในหลายๆ พื้นที่ของประเทศจีนนั้นค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับความเจริญทางวัตถุและรถไฟฟ้าความเร็วสูงซึ่งเข้ามาแทนที่ ดังนั้นวันนี้ “มัชรูมทราเวล” จึงจะพาท่านไปค้นหาความเงียบสงบและสวยงามที่ให้บรรยากาศและอารมณ์ในแบบของชนบทแท้ๆ กับ 5 ชุมชนริมน้ำที่สวยที่สุดของประเทศจีน ที่ตอนนี้กำลังได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ใช่เพียงแค่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเท่านั้นที่ชื่นชอบโปรแกรมการทัวร์แบบนี้ เพราะแม้แต่หนุ่มสาวชาวจีนเองก็พากันหลีกหนีความวุ่นวายของสังคมเมือง แล้วหันมาสนใจการท่องเที่ยวในลักษณะนี้มากยิ่งขึ้น






หมู่บ้านมรดกโลกหงชุน มณฑลอันหุย

หงชุนเป็นหมู่บ้านโบราณที่สวยงาม ตั้งอยู่ในเขตมณฑลอันหุย ซึ่งที่นี่อาจจะเป็นหมู่บ้านเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่สร้างขึ้นมาให้มีลักษณะคล้ายกับวัวยักษ์ทางภาคตะวันออกของจีน โดยมีภูเขาหวงซานเป็นส่วนหัว บ้านเรือนที่กระจายกันอยู่รวมทั้งทะเลสาบคือส่วนของร่างกาย สะพานโบราณนั้นเปรียบได้ดังขา ส่วนลำคลองสายต่างๆ ภายในหมู่บ้านก็รวมกันเป็นระบบไหลเวียนของเลือดนั่นเอง นอกจากนี้โครงสร้างที่สำคัญที่สุดภายในหมู่บ้านก็คือ สถาปัตยกรรมอาคารที่สวยงามและทรงคุณค่าจำนวน 140 หลัง ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง โดยอาคารที่มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือคฤหาสน์ของพ่อค้าเกลือที่มีชื่อว่าหวางติงกุ้ยซึ่งสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1855  ซึ่งทุกวันนี้ยังได้รับการอนุรักษ์และทำนุบำรุงไว้อย่างดี รวมทั้งศาลบรรพชน และโรงเรียนประจำหมู่บ้านที่ยังเปิดสอนหนังสือเด็กๆ มาจนถึงปัจจุบัน
การเดินทาง: หมู่บ้านมรดกโลกหงชุนตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูเขาหวงซานประมาณ 70 กิโลเมตร ในเขตพื้นที่ของมณฑลอันหุย เมืองใหญ่ที่เชื่อมต่อกับสนามบินหวงซาน โดยที่สนามบินแห่งนี้ทุกวันจะมีเที่ยวบินที่ตรงมาจากปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว และซีอาน

ชุมชนไท่เอ้อจวง มณฑลซานตง



เมื่อปี ค.ศ. 2009 รัฐบาลท้องถิ่นของมณฑลซานตงได้ใช้เงินจำนวน 743.54 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อปรับปรุงชุมชนที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนแห่งนี้ เพื่ออนุรักษ์ไว้ซึ่งสถาปัตยกรรมคลาสสิกในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงอันมั่งคั่ง โดยในอดีตนั้นชุมชนริมน้ำไท่เอ้อจวงเคยเป็นศูนย์กลางทางการค้ามาก่อน อีกทั้งยังเคยเป็นฐานที่มั่นของจีนในการต่อสู้กับญี่ปุ่นในช่วงปี ค.ศ. 1938 อีกด้วย ซึ่งถึงแม้ว่าไท่เอ้อจวงจะเป็นเพียงชุมชนเล็กๆ แต่ก็เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญๆ ที่หลงเหลือมาจากอดีตมากมาย ทั้งวัดเก่าแก่ และพิพิธภัณฑ์การแสดงหุ่นกระบอกแบบดั้งเดิมที่เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมได้ในวันศุกร์และวันเสาร์ เป็นต้น
การเดินทาง: ชุมชนไท่เอ้อจวงตั้งอยู่ในเขตเจ่าจาง มณฑลซานตง ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินซูโจวประมาณ 60 กิโลเมตร โดยที่สนามแห่งนี้จะรองรับเที่ยวบินเพื่อเชื่อมต่อไปยังเมืองสำคัญๆ ถึง 11 แห่ง ซึ่งรวมทั้งเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจวด้วย

หมู่บ้านโบราณโจวจวง มณฑลเจียงซู


หมู่บ้านโบราณโจวจวงเป็นหมู่บ้านริมน้ำที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศจีน โดยสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1086 หมู่บ้านแห่งนี้โดดเด่นด้วยโคมไฟสีแดงที่เรียงรายตลอดสองริมคลอง ซึ่งสร้างความโรแมนติกให้กับผู้ที่สัญจรไปมาได้เป็นอย่างดี ยิ่งไปกว่านั้นคือ แม้ว่าที่นี่จะเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีประชากรเพียงแค่ 138,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับมาตรฐานของหมู่บ้านอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในจีน แต่กลับมีอิทธิพลในธุรกิจการท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง อันมีผลมาจากการมีทำเลที่ตั้งที่ดีเพราะอยู่ไม่ไกลจากเซี่ยงไฮ้และซูโจวมากนัก นั่นจึงทำให้การเดินทางมาที่นี่ค่อนข้างสะดวกและรวดเร็ว นอกจากนั้นชาวบ้านยังมีความชำนาญในด้านงานศิลปหัตถกรรมซึ่งช่วยส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวของที่นี่ให้ยิ่งแข็งแรงมากขึ้น โดยช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเยือนโจวจวงมากที่สุดก็คือช่วงเดือนมิถุนายนอันเป็นช่วงที่มีเทศกาลประจำปีอย่างเทศกาลเรือมังกรของชาวบ้านแห่งนี้ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
การเดินทาง: นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมายังหมู่บ้านโบราณโจวจวงได้ด้วยรถบัสจากเซี่ยงไฮ้และซูโจว ในระยะทาง 60 และ 38 กิโลเมตร ตามลำดับ

เมืองโบราณเฟิ่งหวง มณฑลหูหนาน



เฟิ่งหวงเป็นคำภาษาจีนที่แปลได้อย่างตรงตัวคือนกฟีนิกซ์ ซึ่งเป็นชื่อที่สื่อให้เห็นถึงความงดงามของเมืองโบราณแห่งนี้ ซึ่งนอกจากความงามของสถาปัตยกรรมโครงสร้างอาคารต่างๆ บวกกับซากปรักหักพังของกำแพงและป้อมปราการที่มีการวางรากฐานมาตั้งแต่อดีตแล้ว ก็ยังรวมไปถึงภูเขาและแม่น้ำที่ล้อมรอบเมืองเอาไว้ จนได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ลึกลับแต่เรียบง่าย ที่นักท่องเที่ยวมากมายต่างต้องการมาค้นหาความผจญภัยในดินแดนแห่งนี้
การเดินทาง: เมืองโบราณเฟิ่งหวงตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกฉางชา เมืองเอกแห่งมณฑลหูหนานประมาณ 430 กิโลเมตร ดังนั้นหากนักท่องเที่ยวต้องการเดินทางมาที่นี่ จะต้องนั่งรถมาจากสถานีขนส่งฉางชาซึ่งมีทั้งหมด 4 เที่ยวต่อวัน โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง

เมืองโบราณฮวงเหยา เขตปกครองตนเองกว่างซี



ชื่นชมกับฮวงจุ้ยธรรมชาติที่สวยงามของเมืองโบราณฮวงเหยาซึ่งตั้งอยู่ภายในเวิ้งน้ำทางภาคใต้ของจีน ซึ่งในอดีตนั้นที่นี่เคยเป็นอีกเมืองหนึ่งที่มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก แต่ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่อันเงียบสงบ โดยมีการบูรณะและพัฒนาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเพื่อเป็นการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ของที่นี่ที่มีมากว่าพันปีเอาไว้ ซึ่งปัจจุบันเมืองโบราณฮวงเหยามีผู้อาศัยอยู่เพียง 600 ครอบครัวเท่านั้น บนเนื้อที่ 360,000 ตารางเมตร ที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาหินปูนสูงชันซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ของถ้ำขนาดใหญ่ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปชมภายในได้ นอกจากนั้นก็ยังสามารถล่องแพไม้ไผ่เพื่อชมอ่างเก็บน้ำโจวได้ฟรีอีกด้วย
การเดินทาง: เมืองโบราณฮวงเหยาอยู่ห่างจากเมืองกุ้ยหลินประมาณ  118 กิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาที่นี่ได้โดยรถบัสจากสถานีขนส่งกุ้ยหลินที่วิ่งวันละ 2 เที่ยว คือในช่วงเวลา 09.00 น. และ 13.00 น.

ทัวร์จีน

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2556

รู้ไว้ไม่เสียหลาย...หากได้ไปเยือนจีน


จากครั้งที่แล้ว “มัชรูมทราเวล” ได้นำเสนอ 8 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจีนที่คุณไม่ควรพลาดไปแล้ว ซึ่งผู้ที่กำลังตัดสินใจหรือกำลังวางแผนที่จะไปหาประสบการณ์การท่องเที่ยวใหม่ๆ ในจีน ก็คงจะวางแผนการได้แล้วว่าคุณจะต้องไปที่ไหนบ้าง ครั้งนี้เราเลยมีคำแนะนำที่สำคัญบางอย่างเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในประเทศจีนมาฝาก เนื่องจากจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาษาที่ยากที่สุดในการสื่อสารและเรียนรู้ อีกทั้งยังมีความแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น อย่างเช่น จีนกลาง จีนกวางตุ้ง เป็นต้น ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับนิสัยบางอย่างของคนจีน รวมทั้งสิ่งที่ควรทำและสิ่งที่คุณไม่ควรทำในประเทศแห่งนี้ เพื่อที่ว่าคุณจะได้ท่องเที่ยวอย่างมีความสุข และผูกมิตรกับคนท้องถิ่นได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งสามารถหลีกเลี่ยงกับบางสิ่งที่อาจจะทำให้คุณรู้สึกอึดอัด หงุดหงิดหรือไม่สบายใจที่จะทำให้ทริปการท่องเที่ยวของคุณกร่อยได้




1. เช็คแฮนด์ด้วยสองมือ
เราคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า การทักทายด้วยการจับมือนั้นถือเป็นธรรมเนียมสากลที่มีการปฏิบัติกันทั่วโลก แต่หากคุณต้องเดินทางไปประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพื่อธุรกิจหรือการท่องเที่ยวก็ตาม หากมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับใครสักคน การทักทายที่เรียกว่าการเชคแฮนด์อย่างที่เคยชินอาจไม่เพียงพอสำหรับที่นี่ เพราะวิธีทักทายที่ถูกต้องสำหรับธรรมเนียมจีนก็คือ คุณต้องใช้มือทั้งสองข้างกุมไปที่มือของอีกฝ่ายพร้อมกับเขย่าไปด้วยในขณะที่คุณแนะนำตัวเองให้อีกฝ่ายรู้จัก เพียงแค่นี้ก็สามารถสร้างความประทับใจเมื่อแรกพบได้แล้ว


2. ไม่เรียกชื่อต้นหากเพิ่งรู้จัก
แน่นอนว่าคนจีนนั้นมีชื่อและนามสกุลเหมือนกับคนในประเทศอื่นๆ แต่ในประเทศจีนการใช้ชื่อและนามสกุลจะแตกต่างตรงที่พวกเขาจะใช้นามสกุลน้ำหน้าชื่อก่อนเสมอ อย่างเช่นหากมีใครแนะนำให้คุณรู้จักกับหลิวเต๋อหัว นั่นแสดงว่าเขามีชื่อว่าเต๋อหัว และนามสกุลหลิว แต่คุณต้องทักทายเขาในนามของมิสเตอร์หลิวเท่านั้น เพราะการเรียกชื่อต้นสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยในประเทศจีนนั้นถือว่าเสียมารยาทเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากคนจีนจะเรียกชื่อแรกกันเฉพาะภายในสมาชิกของครอบครัว รวมทั้งเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนเท่านั้น


3. ห้ามดื่มก่อนเจ้าภาพ
สำหรับวัฒนธรรมการกิน ของจีนนั้น แน่นอนว่าสิ่งที่จะขาดไม่ได้ภายในโต๊ะอาหารมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็คือสุรา ซึ่งถ้าหากเป็นปัจจุบันก็คงเหมารวมเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ทุกชนิด ซึ่งหากคุณมีโอกาสได้เข้าร่วมงานเลี้ยงในประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ควบคู่ไปกับมื้ออาหารคงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่กระนั้นคุณต้องจำไว้เสมอว่า จะต้องดื่มก็ต่อเมื่อเจ้าภาพหรือผู้ใหญ่เชื้อเชิญเท่านั้น ห้ามยกแก้วหรือจอกขึ้นดื่มเองโดยลำพังเป็นอันขาด รวมทั้งต้องไม่ดื่มครั้งเดียวหมดแก้ว แต่ให้ค่อยๆ จิบแทน ซึ่งเหตุผลจริงๆ ของธรรมเนียมนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เราดื่มมากเกินไปจนเมานั่นเอง


4. แย่งจ่ายหลังกินเสร็จ
คุณอาจรู้สึกตกใจหากเจอเหตุการณ์ความวุ่นวายเสียงดังจากโต๊ะหนึ่งโต๊ะใดภายในร้านอาหารหรือห้องอาหาร ขณะที่คุณอยู่ในประเทศจีน ซึ่งนั่นไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาทะเลาะหรือมีเรื่องชกต่อยกันแต่อย่างใด แต่วัฒนธรรมจีนนั้น เมื่อมีการเลี้ยงสรรสรรค์ภายนอกบ้าน หากมีใครเสนอตัวที่จะเป็นเจ้าภาพเลี้ยง คนที่เหลือบนโต๊ะจะไม่เพียงนั่งอยู่เฉยๆ หรือกล่าวคำว่าขอบคุณ แต่พวกเขาจะเข้าแย่งชิงการจ่ายค่าอาหารมื้อนั้น ซึ่งอาจจะถึงขั้นต่อสู้กัน โดยปราศจากอาวุธและความรุนแรง รวมถึงพยายามปัดเงินของคนที่ยื่นให้พนักงานออกไปเพื่อที่จะแย่งจ่ายเอง โดยการต่อสู้นี้เองที่ชาวจีนถือว่าเป็นมารยาทที่ดี มากกว่าการนั่งเป็นหัวหลักหัวตอในโต๊ะอาหาร ซึ่งผู้ที่สามารถเอาชนะ และ “จ่าย” ค่าอาหารมื้อนั้นก็จะได้รับความชื่นชมเป็นพิเศษ


5. ฝึกการใช้ตะเกียบให้ถูกต้อง
หากคุณมีโอกาสถูกรับเชิญไปร่วมรับประทานอาหารกับครอบครัวคนจีน แน่นอนว่าการใช้ตะเกียบคือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้ให้ถูกต้อง ซึ่งนอกเหนือไปจากการใช้ตะเกียบคีบเส้นก๋วยเตี๋ยว ถั่วงอก ลูกชิ้น อย่างที่เราเคยกระทำเป็นประจำ เนื่องจากตะเกียบนั้นถือว่ามีความสำคัญต่อชาวจีนมากกว่าการเป็นแค่อุปกรณ์หยิบจับอาหาร แต่ตะเกียบยังมีความสำคัญต่อขนบธรรมเนียมประเพณีอันเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของจีนมาตั้งแต่อดีตนับพันๆ ปี ดังนั้นพวกเขาจึงให้ความสำคัญต่อการใช้ตะเกียบเป็นอย่างมาก เช่น ห้ามวางตะเกียบสะเปะสะปะไม่เป็นระเบียบ ห้ามใช้ตะเกียบชี้หน้าผู้อื่น ห้ามอม ดูด หรือเลียตะเกียบ ห้ามใช้ตะเกียบเคาะถ้วยชาม ห้ามใช้ตะเกียบวนไปมาบนโต๊ะโดยไม่รู้ว่าจะคีบอะไรดี ห้ามใช้ตะเกียบคุ้ยอาหารในจาน ห้ามถือตะเกียบกลับข้าง ห้ามใช้ตะเกียบข้างเดียวเสียบลงบนอาหารหรือชามข้าว และห้ามทำตะเกียบตกพื้น เป็นต้น


6. ไม่ทำให้คนอื่นขายหน้าในที่สาธารณะ
สิ่งที่แย่ที่สุดที่คุณอาจทำให้คนจีนรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งก็คือ การพูดหรือแสดงอาการดูหมิ่นพวกเขาในที่สาธารณะ หรือแสดงอาการโกรธเกรี้ยวด้วยการตะคอกหรือตะโกนใส่หน้า แม้ว่าสาเหตุจะมาจากความผิดพลาดของอีกฝ่ายก็ตาม เพราะนั่นจะทำให้พวกเขารู้สึกเสียหน้า ซึ่งคนจีนจะรับไม่ได้และคิดว่าคุณกำลังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติด้วยแล้ว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์จะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที หากเปลี่ยนจากเหตุการณ์ความไม่พอใจเป็นการแสดงความขอบคุณ หรือการแสดงความชื่นชมพวกเขาต่อหน้าสาธารณชน เพราะสิ่งที่คุณจะได้รับกลับมา นั่นก็คือความเป็นมิตรและการต้อนรับที่อบอุ่นนั่นเอง


7. มอบของขวัญให้กันเสมอ
การมอบของขวัญให้แก่กันสำหรับวัฒนธรรมจีนนั้นไม่เพียงแค่เฉพาะในโอกาสพิเศษเท่านั้น แต่ทุกครั้งหากต้องไปเยี่ยมเยือน หรือมีการนัดหมายเพื่อพบเจอระหว่างเพื่อน ครอบครัว ผู้ร่วมธุรกิจ ฯลฯ การเตรียมของขวัญมามอบให้แก่กันโดยที่ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าถือเป็นมารยาทที่ดี ทั้งยังเป็นการแสดงถึงมิตรภาพและความปรารถนาดีที่ต่างฝ่ายต่างมอบให้แก่กัน แม้ว่าของชิ้นนั้นจะเป็นเพียงของเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม และที่สำคัญคือ ผู้ที่ให้จะต้องไม่คุยโวถึงที่มาหรือราคาของของขวัญอย่างเด็ดขาด


และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงบางส่วนของวัฒนธรรมจีนที่ “มัชรูมทราเวล” นำมาฝากกัน ซึ่งจีนยังมีข้อห้าม หรือประเพณีปฏิบัติอีกมากมายหลายอย่าง ซึ่งหากเราได้เรียนรู้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าด้วยเสน่ห์ของรอยยิ้ม บวกกับความมีน้ำใจ และนิสัยอันอ่อนน้อมถ่อมตนของคนไทย คงเอาชนะใจใครๆ ได้ไม่ยาก

ทัวร์จีน