วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มารู้จักอินเดียก่อนไปเที่ยว

ภาพของ “อินเดีย” ที่อยู่ในใจคนไทยมานานว่า มีผู้คนมากมาย เต็มไปด้วยคนยากจน ขอทาน และโยคี บ้านเมืองก็สกปรก ล้าหลัง อาหารอินเดียกลิ่นค่อนข้างแรง แถมยังพูดภาษาอังกฤษสำเนียงแปลกๆ ด้วย แต่ถ้าได้ลองไปสัมผัสกับ อินเดีย อย่างท่องแท้แล้ว ท่านจะพบว่าประเทศนี้ ก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด ถึงแม้บางอย่างอาจเป็นเรื่องจริงบ้าง เช่น ขอทานมีมาก ตามตื้อตามขออยู่ทุกละแวก แต่บ้านเขาก็ไม่มีขโมยมากมายเหมือนอย่างบ้านเรานะ ท่ามกลางความยากจนที่แฝงด้วยความงามมีให้เราเห็นๆ ไม่ว่าจะเป็น สถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม อย่าง ภูเขาหิมาลัย, อนุสรณ์สถานทัชมาฮาล, วัดวาอารามที่สวยงามมากมาย อันเป็นสีสันอันร้อนแรงของสาหรี่ ที่ท้าทายให้ไปเยือนอยู่ไม่น้อย





มารู้จักอินเดีย ก่อนไปเที่ยวกันดีกว่า

ประเทศอินเดีย มีชื่อทางการว่า “สาธารณรัฐอินเดีย” ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียใต้ มีพื้นที่ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร ประชากรมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก โดยมีประชากรมากกว่า1,000,000,000 คน และภาษาพูดถึง 800 ภาษาโดยประมาณ ด้านเศรษฐกิจ อินเดียมีอำนาจการซื้อมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลกทีเดียวล่ะ





“มัชรูมทราเวล” ขอย้อนรอย มารู้จักประวัติศาสตร์ของดินแดนชมพูทวีปแห่งนี้ก่อนจ้า

เมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสต์กาล ชาวดราวิเดียน และชาวอารยัน เริ่มกำเนิดอารยธรรมต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำสินธุ ต่อมาในสมัยอาณาจักรเมาระยะ ซึ่งมีดินแดนในตอนเหนือตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำอินดุสจรดอ่าวเบงกอล พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างความรุ่งเรืองในการปกครอง ตลอดจนการสนับสนุนการเผยแพร่พุทธศาสนาในสมัยราชวงศ์โมกุล (ศต.16–18) เป็นสมัยที่มีการแพร่ขยายอิทธิพล วัฒนธรรมโมกุลอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านการปกครอง ภาษา ศิลปะ สถาปัตยกรรม และศาสนาอิสลาม อังกฤษเริ่มเข้ามามีอิทธิพลในอนุทวีป ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เพื่อค้าขายพร้อมๆ กับครอบครองดินแดนและแทรกแซงในการเมืองท้องถิ่น อินเดียตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ ในปี ค.ศ. 1877-1947 โดยมีสมเด็จพระราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดินีแห่งอินเดีย ซึ่งอังกฤษก็ครอบครองเอาผลประโยชน์จากอินเดียไปมาก แต่มีสิ่งหนึ่งที่อังกฤษได้เปลี่ยนให้อินเดีย คือ การห้ามไม่ให้แม่ม่ายเดินเข้ากองไฟเผาตัวเองไปพร้อมกับสามี ถือว่าเป็นข้อดีนะ จะได้ไม่มีหญิงหม้ายเสียชีวิตตามสามีไป เพราะคนเรายังมีความหวัง มีอนาคต ต้องต่อสู้ต่อไปจ้า





ปัจจุบัน อินเดีย มีเขตการปกครองออกเป็น 28 รัฐ ซึ่งแบ่งย่อยลงเป็นเขต และ 7 ดินแดนสหภาพ ปกครองแบบประชาธิบไตย มีนายกรัฐมนตรีอินเดียเป็นผู้บริหารประเทศ การเมืองที่นี่ ยังคงยุ่งเหยิงไม่แพ้บ้านเรา ปัญหาคอร์รัปชัน การก่อการร้ายดู กบฏแบ่งแยกดินแดน Maoists  รวมทั้ง ความขัดแย้งระหว่างศาสนาหรือวรรณะ ก็ยังคงเป็นปัญหาหนักอึ้งของแดนชมพูทวีปนี้อยู่





นิสัยของคนอินเดีย คือ ชอบจ้องหน้าตลอด โดยเขาจะมองว่า คนไทยหรือคนต่างชาติที่ไปเที่ยวบ้านเขา มีวรรณะสูงกว่า ฉะนั้น ไม่ต้องแปลกใจนะจ้า ก็ต้องเข้าใจเขาหน่อยแล้วกันจ้า ประเทศอินเดียมีประชากรมาก เพราะเขาไม่คุมกำเนิดตามความเชื่อของหลักศาสนา ทำให้คนเหล่านั้นต้องดิ้นรน ตะเกียกตะกายเพื่อความอยู่รอด ในเรื่องของระบบวรรณะ คนอินเดียจะสามารถจำกัดจำนวนของการใช้ทรัพยากร เหมือนกันว่าใครอยู่วรรณะไหน ก็ต้องเป็นแบบนั้น ซึ่งตรงนี้แหละ ทำให้คนอินเดียสามารถควบคุมพฤติกรรมของประชากรได้




ตามชนบทบ้านเรือนเขาไม่มีห้องน้ำนะจ๊ะ จนมีผู้สมัคร ส.ส.คนหนึ่งปรารถนาให้อินเดียเป็นเหมือนอารยะประเทศ เขาเลยบริจาคโถส้วมให้ แต่ท่านทราบหรือไม่ คนต่างจังหวัดเอาอุปกรณ์ห้องน้ำต่างๆ ไปเป็นเตาหุงอาหารหมด และผู้สมัครสส.รายนั้นก็เลยสอบตกไป เพราะชาวบ้านไม่รับวัฒนธรรมใหม่ๆ ใดๆ ทั้งสิ้น เขาพอใจในความเป็นอยู่แบบนั้น เพียงพอจริงๆ จ้า





อินเดีย เป็นประเทศยากจน เต็มไปด้วยขอทาน คนจนมากมาย แต่ขณะเดียวกัน เขาก็มีคนรวยๆ จนล้นฟ้า ติดอันดับเศรษฐีของโลกเลยนะจ๊ะ บ้านคนรวยสวยงาม ใหญ่โตราวกับพระราชวัง ขณะที่บ้านคนจนก็สลัมดีๆ นี่เองจ้า  เรียกว่า อินเดีย เป็นประเทศกำลังพัฒนาตัวจริง ของจริง ไม่แพ้บ้านเราทีเดียว สำหรับชั้นกลางของอินเดียนั้นมีมากที่สุด แต่คนพวกนี้ คือ ตลาดที่พร้อมถูกตักตวงผลประโยชน์มหาศาล ในขณะที่ชนชั้นล่างอีกหลายร้อยล้าน ยังอยู่ในสภาพกึ่งช่วยตนเองไม่ได้  เช่น ขอทานตามวงเวียน เด็กขายของโก่งราคาตามสถานที่ท่องเที่ยว หรือ ข้าราชการเงินเดือนถูกๆ ทำให้ประเทศอินเดีย ต้องแบกรับปัญหาเหล่านี้ไว้มากทีเดียว การบรรเทาทุกทางสังคมนั้น คงต้องเป็นปัญหาที่ทั้ง เปลืองแรง กินเวลา สูญงบประมาณอย่างมโหฬาร แก้ไขอย่างไงก็ยาก เหนื่อยแทนจ้า





อย่างไรก็ตาม คนอินเดีย มีกฎเกณฑ์ในแบบของตนเองนะจ๊ะ เช่น เชื่อถือในหลักธรรมของตนโดยไม่ต้องบังคับด้วยกระบวนการที่ไม่ใช่ธรรมชาติ อาชญากรรมร้ายแรงค่อนข้างต่ำ ความทะเยอทะยานที่ไม่สูง แต่กระนั้น อินเดีย ก็ประสบปัญหาการบังคับใช้กฎเกณฑ์เช่นกัน อย่างไรก็ตาม อินเดีย มีจุดเด่นในด้านภูมิรัฐศาสตร์ เพราะเป็นแหล่งใจกลางโลกที่คุมปากประตูสู่ยุโรป เอเชียและแอฟริกา ทั้งทางบกและทางน้ำ ทำให้นานาชาติต้องมาติดต่อกับอินเดีย และต้องโอนอ่อนตามวิถีแบบฮินดู ซึ่งปรับฐานสถาบันองค์กรของตนเองให้แข็งแกร่ง ธุรกิจของอินเดียยังตกอยู่ในมือคนอินเดียเอง ต่างชาติไม่สามารถสอดแทรกเข้ามาได้มากกว่าการเป็น Joint venture ทำให้ อินเดีย มีพลังพอที่จะต่อรองให้ต่างชาติ ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ และเก่งพอที่จะคิดเทคโนโลยีแบบก้าวล้ำได้ โดยเฉพาะด้านการแพทย์ อวกาศ นิวเคลียร์ และพลังงานทดแทน ซึ่งนับว่าเป็นข้อดีของประเทศเขาเลยล่ะ





ข้อเด่นอีกเรื่องของอินเดีย คือ  อินเดียเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรม ศาสนาและศิลปวิทยาการของโลก มาช้านาน มีความหลากหลาย ทั้งทางด้าน ประเพณี วัฒนธรรม สังคมที่สำคัญ ที่นี่ เป็นแหล่งกำเนิดพระพุทธศาสนา และชาวพุทธทั้งหลายต่างปรารถนาจะเดินทางไปจาริกแสวงบุญสักครั้งหนึ่งในชีวิต เพื่อไปสักการะสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง คือ พุทธคยา สารนาท กุสินาราและลุมพินี ซึ่งพุทธคยาอยู่ในรัฐพิหารเหล่านี้ เป็นรัฐที่ถือว่ายากจนสุด แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศอินเดียก็มีรัฐที่เจริญแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เดลีเมืองหลวง, มุมไบเมืองธุรกิจสำคัญ, เจนไน, บังกาลอร์, ไฮเดอราบัด ที่มีความเจริญและทันสมัยไม่แพ้บ้านเราทีเดียว เป็นประเทศที่มีความหลากหลายในความแตกต่างก็เป็นได้





อากาศอินเดีย ไม่แตกต่างจากบ้านเราเท่าไหร่นัก หน้าร้อนก็ร้อนจริงๆ หน้าฝนก็ฝนตกเหมือนกัน ช่วงเดือนตุลาคม เมืองฝั่งตะวันตกเป็นหน้าหนาว อากาศดี ในขณะที่เมืองฝั่งตะวันออกยังร้อนระอุอยู่เลย เพราะประเทศเขากว้างใหญ่ไพศาล คล้ายๆ อเมริกา นั้นแหละ ต้องนั่งเครื่องบิน บินข้ามไปอีกเมือง ไม่งั้น คงไม่ถึงจุดหมายปลายทางซักทีจ้า





ส่วนเรื่อง สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน นั้น ยังอยู่ในภาวะจำกัด แม้จะมีการพยายามก่อสร้างขยายถนนหนทาง หรือ สะพานลอยฟ้า ก็ตาม ระบบขนส่งมวลชนหลักที่นี่ คือ รถเมล์และรถไฟ แต่ อินเดีย ก็มี แท็กซี่ รถประจำทางไปต่างเมือง รถสามล้อถีบ และเครื่องบินนะ โดยแต่ละเมืองจะมีความเหมือนที่แตกต่าง อย่างไรก็ตาม หากท่านจะขึ้นรถไฟไปต่างเมือง แนะนำให้ซื้อรถไฟตู้นอนสถานเดียว ถ้าไม่อยากลำบากใจและกายนะจ๊ะ





นอกจากนี้ เวลาท่านเดินเหินบนถนนหนทาง อย่าเหม่อลอยล่ะ รถอาจชนท่านได้ และตาต้องมองพื้นด้วย เพราะอาจเหยียบฉี่ หรือ อึของวัว ควาย และคน โดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้ ที่สำคัญ อย่าเดินถนนตอนดึกๆ คนเดียวนะจ๊ะ อันตรายมีไม่แพ้เมืองไทยบ้านเรา ระวังตัวไว้ก่อนดีกว่า





สิ่งหนึ่งที่ท่านควรรู้ไว้ว่า ที่นี่ การจราจรตามเมืองใหญ่ๆ มีผู้คนใช้รถ ใช้ถนนกันคับคั่ง รถบีบแตร เสียงดังตลอดเวลามากๆ ไม่ค่อยคุ้นเลย ส่วนใหญ่เป็นรถเก่าๆ โดยเฉพาะรถเมล์ รถมอร์เตอร์ไซด์ และรถแท็กซี่ ยังไม่มีระเบียบ ผู้คนก็ช่างมากมายจริงๆ

แต่ถ้าท่านได้เผชิญกับ ขอทานอินเดีย ครั้งแรก พวกนี้จะตามติดตื้อๆ จริงๆ เลย ท่านต้องไล่ไป  หากท่านไล่ขอทานแล้ว ไม่ยอมไป แนะนำให้ท่านเดินเข้าโรงแรม เพราะพวกขอทานจะไม่เข้าไปกับเราจ้า แต่ขอบอกว่า ถ้าหากท่านให้เงินขอทานอินเดีย พวกขอทานคนอื่นๆ เห็นเข้า พวกนี้อาจมารุมขอเงินท่านอีก คราวนี้แหละ ราคาญใจและเหนื่อยแน่ๆ เลย ทางที่ดีไม่ให้ดีกว่า จะหาว่าเราใจร้ายไม่ได้นะจ๊ะ





อาหารอินเดีย มีกลิ่นเครื่องเทศน์มากมาย และมีของให้เลือกทานมากมายหลากหลาย ถ้าไปตามร้านอาหาร จะมีการแจก “มินต์” ที่หน้าตาอาจเหมือนเมล็ดพืชบ้าง ลูกอมบ้าง อะไรบ้าง ก็อร่อยดี แต่ถ้าจะทานหรือซื้อของข้างทาง ต้องดูให้แน่ว่าสะอาดนะจ๊ะ ถ้าไม่แน่ใจ แนะนำให้เข้าไปกินในร้านอาหารดีกว่าริมถนน เพราะอาหารเขาก็ไม่ราคาแพงคล้ายๆ กับบ้านเรานี่แหละ แต่หน้าตาอาหารอจาแตกต่างบ้างเล็กน้อย ทานได้บ้าง ทานไม่ได้บ้าง เลือกทานเองแล้วกันจ้า ทุกมื้อ ทุกร้าน ทุกโรงแรม ท่านจะเห็นแผ่นๆ คล้ายโรตีให้เลือกหลากหลายรส ลองชิมดู อร่อยสุดยอด

สำหรับท่านที่ชอบทาน ผลไม้ แนะนำ แอปเปิ้ล ส้ม องุ่น รสชาติดีมาก ส่วนสภาพร้านค้า ตลาดทั่วๆไป คล้ายๆ กับแถวสำเพ็งบ้านเรา มีตรอกซอกซอยมากมาย มีขนมแปลกๆ ที่ขายข้างทาง เป็นระยะๆ ส่วนของทานเล่นที่ชอบมากๆ คือไอศรีมอินเดีย ต้องยกนิ้วให้ เพราะ มัน หวาน อร่อยจริงๆ นอกนั้น ก็มีชานม คล้ายๆ เนปาล เป็นเครื่องดื่มประจำชาติ ไปไหนก็เจอ รสชาติไม่ธรรมดา





เรื่องของ การต่อรองราคาสินค้า ที่นี่ ขอบอกว่า การซื้อของที่อินเดีย ท่านต้องต่อราคานะจ๊ะ สิ่งที่ควรทำ คือ ต่อราคาลงอย่างน้อย 50 % จากป้ายเสมอ โดยเฉพาะตามตลาด ข้างทางนะจ๊ะ อย่าไปต่อรองราคาที่ห้างสรรพสินค้าล่ะ ถ้าให้ราคาไม่ถูกใจ ท่านก็แกล้งเดินออกจากร้านทันที จากนั้นเจ้าของร้านก็จะวิ่งออกมาตาม และเจรจากันอีกรอบจนได้ราคาที่พอใจ คล้ายๆ กับตลาดที่เมืองจีน หรือบ้านเราเลยจ้า

สำหรับ เครื่องดื่ม น้ำเปล่า ท่านควรดื่มน้ำขวดที่มีการบรรจุขวดอย่างดีเท่านั้นนะ ไม่ควรรับประทานน้ำแข็ง เพราะเราไม่สามารถทราบได้เลยว่า เขาทำสะอาดมั้ย ก็เรามองไม่เห็นเชื้อโรคนี่จ๊ะ ถ้าอยากดื่มน้ำเย็นๆ จริงๆ แนะนำให้ซื้อน้ำที่แช่เย็นจากตู้แช่ สะอาด ปลอดภัย ดีกว่า






ข้อแนะนำอีกเรื่อง คือ การหาน้ำล้างมือที่อินเดียยากมาก ไม่เข้าใจทำไมน้ำล้างมือหาได้ยากจัง มีแต่ในโรงแรม หรือ ร้านอาหารเท่านั้น ฉะนั้น ท่านควรพกขวดน้ำไปด้วยดีกว่า เพราะสภาพอากาศและฝุ่นควันที่ลอยละล่องทั่วทุกอณูทั่วประเทศอินเดียวช่างมากมายเหลือเกิน ท่านอาจใช้ติดผ้าปิดปากมาด้วยก็ดีจ้า ป้องกันตัวไว้ก่อน ระวังโรคภัยไข้เจ็บ ป่วยขึ้นมาจะลำบากแย่เลย ไม่ใช่บ้านเราด้วยซิ ถึงแม้นที่นี่ จะมีร้านขายยาก็ตาม แต่แนะนำให้ท่านเตรียมยาสามัญประจำตัวพกติดตัวไปด้วย เช่น พวกยาแก้แพ้ ยาแก้เมารถ ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้ปวดหัว พารา ยาแก้ท้องอืด เพราะอาหารอินเดีย มีรสจัดและเครื่องเทศแรง อาจไม่ถูกท้องคนไทยเราก็เป็นได้จ้า แต่ถ้าจะให้ดี ฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ไว้ก่อนจะดีที่สุด ถ้าป่วย ท่านคงเที่ยวอย่างไม่สนุกแน่เลย 





แม้ “อินเดีย” จะไม่ใช่ประเทศในฝันที่หลายคนปรารถนาจะไปเยือน แต่การมาเที่ยวที่นี่ ตื่นเต้น สนุกดีนะ ลองมาสัมผัสแดนอารยะธรรมแห่งนี้ดู ก็ไม่เสียหาย รับรองไม่ผิดหวังแน่ อินเดีย เป็นประเทศเปิดจ้าแล้วเขาต้องการให้เราคนไทยไปเที่ยวบ้านเขาอยู่แล้ว ขอวีซ่าง่าย แต่ถ้าจะให้ดี แนะนำให้ซื้อทัวร์อินเดียกับบริษัททัวร์ จะสะดวกกว่า เพราะบริษัททัวร์บริการตั๋วเครื่องบินไป-กลับ +ที่พัก +อาหาร +สถานที่ท่องเที่ยวหลายที่ตั้ง 4-5 เมือง 6 วัน 4 คืน ราคาไม่เกิน 30,000 บาท/ท่าน หากไปเที่ยวเอง ก้ออาจแพงกว่านี้นิดหน่อยจ้า แต่รับประกันได้ว่า คุ้มค่า คุ้มราคา วัดวา วัง และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ งดงามจริงๆ





“อินเดีย” เป็นดินแดนอารยะธรรมที่มหัศจรรย์ เหลือเชื่อ และน่าอัศจรรย์จริงๆ แฝงด้วยมนตร์เสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เชื่อว่า ผู้ใดที่มีโอกาสไปเยือนที่นี่แล้ว จะได้พบกับสิ่งใหม่ๆ มากมาย ตื่นตาตื่นใจ จนเรียกได้ว่า อินเดีย เป็นประเทศที่ลืมไม่ลง สมกับสโลแกนที่ว่า "Incredible India"

"มัชรูมทราเวล" ขอให้ทุกๆ ท่านเที่ยวสนุกกับอินเดีย ลองไปผจญภัยในดินแดนมหาภารตะนี้ แล้วอย่าลืมถ่ายรูปมาฝากเยอะๆ นะจ๊ะ

ไม่มีความคิดเห็น :

โพสต์ความคิดเห็น