แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทัวร์ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทัวร์ญี่ปุ่น แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2559

อัพเดต ของฝากน่าซื้อจาก สนามบิน นาริตะ 2016

โตเกียวบานาน่าหลบไป
มาดูของฝากฮอตฮิตใหม่ๆ
ที่ซื้อได้ง่ายๆที่สนามบิน นาริตะ กันดีกว่า

เบื่อมั้ยคะ เวลาใครไปญี่ปุ่นที่ไรได้ของฝากเป็นโตเกียวบานาน่าทุกที แถมช่วงนี้ยังมีโตเกียวบานาน่าขายที่ไทยเพิ่มอีกตั้งหลายที่แหน่ะ วันนี้เราเลยจะพาคุณไปพบกับของฝากอื่นๆที่อร่อยฮอตฮิตของครญี่ปุ่นที่หาซื้อกลับไปฝากเพื่อนๆญาติๆได้ง่ายๆในสนามบินนาริตะ แถมของฝากสุดเอกซ์คลูซีฟที่ซื้อได้แค่ที่สนามบินนาริตะเท่านั้นด้วยยย ไปดูกันเลยดีกว่า

ฮอตฮิตนัมเบอร์ 9: Rakkasei Langue de chat (楽花生ラングドシャ)

นาริตะ 1
Cr : orandaya.net
ของฝากชิ้นนี้ซื้อได้ที่นาริตะเท่านั้นค่ะ เพราะเป็นขนมที่ผลิตและจำหน่ายในจังหวัดจิบะ จังหวัดที่เป็นที่ตั้งของสนามบิน ขนมเค้าพิเศษมากๆตรงที่เป็นคุกกี้แบบฝรั่งเศส Langue de chat  คล้ายๆชิโร่ย โคอิบิโตะ ของฮอกไกโด แต่สอดไส้ชอคโกแลตชั้นดีที่นำเข้ามาจาเบลเยี่ยมเชียวละค่ะ และเนื่องจากช่วงหน้าร้อน (เดือนมิ.ย.- ก.ย.) ช็อคโกแลตจะละลายง่ายก็เลยไม่มีขายค่ะ
นาริตะ 2
Cr : orandaya.net
ราคา: 5 ชิ้น 583 เยน (รวมภาษี), 12 ชิ้น 1,706 เยน (รวมภาษี), 18 ชิ้น 2,354 เยน (รวมภาษี)


ฮอตฮิตนัมเบอร์ 8: โตเกียวชอค-โก-ล่า โดนัท (東京しょ・こ・ら ドーナツ)

pic3
Cr : beeboo.co.jp
กล่องดีไซน์น่ารัก มาพร้อมกับโดนัทช็อคโกแลตที่เอาไวท์ช็อคโกแลตมาราดลงไปอีกที และโรยท้อปปิ้งอย่างคุกกี้คาราเมลกับโกโก้นิปส์ (ส่วนด้านในของเมล็ดโกโก้) เห็นแล้วอาจจะนึกว่าคงหวานมากๆ แต่จริงๆแล้วรสชาติจะค่อนข้างขมๆ หน่อยๆ และค่อนข้างเฮลตี้เลยทีเดียว เหมาะสำหรับสาวๆเป็นอย่างยิ่งค่ะ
pic4
Cr : omiyagate.jp
ราคา: 6 ชิ้น 556 เยน (ไม่รวมภาษี), 12 ชิ้น 1,000 เยน (ไม่รวมภาษี),, 18 ชิ้น 1,500 เยน (ไม่รวมภาษี),

ฮอตฮิตนัมเบอร์ 7: สมุดและวาชิเทปที่ซื้อได้แค่ที่สนามบินนาริตะ!

pic5
Cr : travelers-factory.com

นอกจากขนมและของฝากที่ดูญี่ปุ่นๆแล้ว ในสนามบินนาริตะยังมีร้านเครื่องเขียนเท่ห์ๆอย่าง Travel’s Factory ที่มีเครื่องเขียนที่หาซื้อได้แค่ที่สนามบินนาริตะเท่านั้นวางจำหน่าย ร้านนี้โด่งดังมากขนาดสเตชั่นนารีแมเนียหลายคนอยากจะเดินทางไปเยี่ยมสนามบินนาริตะ เพื่อซื้อสิ่งนี้! ส่วนนักท่องเที่ยวช่างจด ช่างบันทึก อย่าได้พลาดเชียวนะคะ
นาริตะ 6
Cr : find-travel.jp

ราคา: สมุดโน้ต 3,400 – 4,200 เยน (ไม่รวมภาษี), วาชิเทป 400 – 660 เยน (ไม่รวมภาษี)

ฮอตฮิตนัมเบอร์ 6: โคโรเนะ เดอ โคโรเนะ (コルネdeコルネ東京)

pic7
Cr : dbd.go.th
เครปโรลที่ถูกออกแบบให้มีสีสันสวยงาม ทำเป็นแท่งยาวๆ  ในบรรจุภัณฑ์เก๋ๆ ดูพรีเมี่ยม เหมาะจะนำไปใช้เป็นของฝากอย่างยิ่งค่ะ กรอบอร่อยแบบนี้เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดีซะด้วย
นาริตะ 8
Cr : blog.livedoor.jp
ราคา: 7 ชิ้น 540 เยน


ฮอตฮิตนัมเบอร์ 5: Tokyo Buono (東京ぼーの)

pic9
Cr : tokyo-buono
สาวกชีสสสสส เร่…เข้ามาทางนี้ค่ะ ชีสสติ๊กอยู่ทางนี้แล้ว เนื้อเค้กนุ่มๆ กับชีสหนาๆที่คัดสรรมาอย่างดี อยู่ในห่อยาวๆทานง่ายๆ ระหว่างรอขึ้นเครื่องบินก็ทานไปเพลินๆ หรือจะเก็บไปแช่เย็นที่บ้านแล้วค่อยทานก็อร่อยค่ะ
pic10
Cr : pori-nikki.seesaa.net
ราคา: 6 ชิ้น 756 เยน (รวมภาษี),10 ชิ้น 1,080 เยน (รวมภาษี), 15 ชิ้น 1,620 เยน (รวมภาษี)

ฮอตฮิตนัมเบอร์ 4: ยูคาริ (ゆかり)

นาริตะ 11
Cr : bankaku.co.jp
ใครเป็นแฟนขนมเซมเบ้ห้ามพลาดสิ่งนี้!!! ขนมเซมเบ้กุ้งที่ทำขึ้นอย่างประณีตโดยใช้เทคนิคการทำที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยเอโดะกลิ่นหอมลุ่มลึก ใครที่ไม่ชอบขนมสไตล์หวานๆ น่าจะชอบเลยล่ะ
pic12
Cr : bankaku.co.jp
ราคา: 10 ชิ้น 850 เยน (ไม่รวมภาษี), 12 ชิ้น 1,000 เยน (ไม่รวมภาษี),18 ชิ้น 1,500 เยน (ไม่รวมภาษี)

ฮอตฮิตนัมเบอร์ 3: Petit Cinq Délices(プティサンクデリス)

นาริตะ 13
Cr : yokumoku.co.jp
ขนมคุกกี้ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ต่างรสชาติและเครื่องปรุงได้อัดแน่นอยู่ในกล่องของฝากกล่องนี้ ทำให้กินแล้วไม่รู้เบื่อ
pic14
Cr : yokumoku.co.jp
ราคา:2,100 เยน

ฮอตฮิตนัมเบอร์ 2: Sugar Butter Sand Tree (シュガーバターサンドの木)

pic15
Cr : sugarbuttertree.jp
แป้งที่ทำจากซีเรียลที่ถูกอบจนหอมกรอบ โรยน้ำตาล และสอดไส้ไวท์ชอคโกแลต กลิ่นและรสของเนยและชอคโกแลตนมมาเต็ม ส่งกลิ่นหอมไปทั่วเมื่อได้ลิ้มรส
นาริตะ 16
Cr : sugarbuttertree.jp
ราคา: 14 ห่อ 953 เยน (ไม่รวมภาษี), 21ห่อ 1,500 เยน (ไม่รวมภาษี)

ฮอตฮิตนัมเบอร์ 1 : โกมะ ทามาโงะ (ごまたまご)

นาริตะ 17
Cr : tokyotamago.com
เค้กสปอนจ์ที่ห่อหุ้มด้วยไวท์ช็อคโกแลตที่ทำขึ้นให้มีรูปทรงเป็นน้องไข่น่ารัก สอดใส้งาดำที่ด้านในสุดเหลวเหมือนชอคโกแลตลาวา
นาริตะ 18
Cr : omiyage-ranking.com
กัดไปคำเดียวได้เพลิดเพลินกับรสชาติ และรสสัมผัสที่น่าสนใจ แบบนี้ใครจะอดใจไวคะ !!! ของฝากชิ้นนี้เลยเป็นที่ฮอตฮิตของชาวญี่ปุ่นไม่แพ้โตเกียวบานาน่าเลยค่า
ราคา: 8 ชิ้น 667 เยน (ไม่รวมภาษี), 12 ชิ้น 1,000 เยน (ไม่รวมภาษี), 18 ชิ้น 1,477 เยน (ไม่รวมภาษี)
แต่ละอย่างน่ารัก น่ากินทั้งนั้นเลยนะคะ ซื้อได้ง่ายๆก่อนขึ้นเครื่องบินกลับบ้านอีก เงินเหรียญที่เหลือเอาไปแลกตังค์ก็ไม่ได้ เอาไปซื้อขนมอร่อยๆ ของกระจุกกระจิก จะเอาไปฝากใคร หรือให้ตัวเองก็น่าสนทั้งนั้นค่ะ
ที่มา : narita-airport-e-shop.com, matome.naver.jp, retrip.jp

——————-
Mushroom Travel มีโปรแกรม ทัวร์ญี่ปุ่น ให้เลือกมากที่สุด
โทร. 02-105-6234 (30 คู่สาย)
CustomerService@Mushroomtravel.com
Line id: @mushroomtravel

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2558

ทาชิโระจิมะ สุดยอดเกาะน่าเที่ยวสำหรับทาสแมว

สำหรับคนรักแมวหรือทาสแมวทั้งหลาย การได้ไปยืนอยู่ท่ามกลางสถานที่ที่มีธรรมชาติอันสวยงาม อากาศดี พร้อมกับมีเจ้าเหมียวตัวอ้วนกลมมาคอยคลอเคลียพันแข้งพันขาอยู่ตลอดเวลา คงจะเป็นการเที่ยวที่ทำให้รู้สึกฟินไม่น้อย อย่างเช่นเกาะที่ถูกเรียกว่าเกาะแมวในประเทศญี่ปุ่น ที่นอกจากจะมีธรรมชาติที่บริสุทธิ์สวยงามแล้ว ยังเต็มไปด้วยเจ้าแมวเหมียวหลากหลายสีและขนาด ชนิดที่ว่ามีจำนวนเยอะยิ่งกว่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่บนเกาะเสียอีก โดยที่ญี่ปุ่นนั้นมีเกาะแมวอยู่ทั้งหมดถึง 13 เกาะเลยทีเดียว แต่วันนี้มัชรูมทราเวลจะพาคุณผู้อ่านทุกท่านไปรู้จักกับเกาะแมว ทาชิโระจิมะแห่งจังหวัดมิยางิกันค่ะ


จุดกำเนิดของเกาะแมว ทาชิโระจิมะ

เกาะทาชิโรจิมะเป็นเกาะที่ห่างไกลความเจริญ ตั้งอยู่ในเมืองอิชิโนมากิ จังหวัดมิยางิ ซึ่งแต่เดิมนั้นชาวบ้านได้นำแมวมาบนเกาะนี้ก็เพื่อให้ช่วยดูแลฟาร์มไหม จนกระทั่งแพร่พันธุ์ออกลูกออกหลานจนเต็มเกาะ โดยสถานการณ์ปัจจุบันคาดว่าบนเกาะทาชิโระจิมะมีแมวอาศัยอยู่มากกว่า 400 ตัว ในขณะที่มีมนุษย์ที่อาศัยอยู่บนเกาะมีเพียง 100 คนเท่านั้น และส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ประกอบอาชีพประมงอยู่บนเกาะแห่งนี้มาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยชาวบ้านที่อาศัยอยู่บนเกาะทาชิโระจิมะต่างก็ดูแลแมวทุกตัวบนเกาะเป็นอย่างดี เพราะเชื่อว่าแมวนั้นเป็นสัตว์ที่นำโชคลาภมาให้


การท่องเที่ยวบนเกาะทาชิโระจิมะ

ในอดีตทาชิโระจิมะเป็นเกาะที่เน้นการท่องเที่ยวเชิงประมง นักท่องเที่ยวเดินทางมายังเกาะก็เพื่อจะมาดูการจับปลา หาหอย หาปูของผู้คนที่อยู่ที่นี่ แต่หลังจากแมวบนเกาะได้ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทาชิโระจิมะเริ่มเป็นที่รู้จักในนามของเกาะแมวมากขึ้น จนทำให้ยอดนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเกาะเพิ่มขึ้นจากเดิมเพียงปีละ 3,000 คน พุ่งสูงไปเกิน 10,000 คนเลยทีเดียว เพราะนอกจากการมาเที่ยวเกาะทาชิโระจิมะจะได้เจอกับเจ้าแมวเหมียวแสนน่ารักนับหลายร้อยตัวแล้ว นักท่องเที่ยวยังจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวประมงญี่ปุ่นในแบบดั้งเดิมแท้ๆ อีกด้วย


แต่สำหรับผู้ที่ต้องการมาเยี่ยมเยียนน้องเหมียวโดยเฉพาะล่ะก็ จุดที่จะพบน้องเหมียวมากที่สุดก็คือในบริเวณท่าเรือนิโตดะซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะ โดยเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมักจะมาถ่ายรูปฝูงแมวอยู่เป็นประจำ นอกจากนี้ในระหว่างถนนระหว่างหมู่บ้านโอโดมาริและหมู่บ้านนิโตดะ นักท่องเที่ยวก็จะได้เจอกับศาลเจ้าแมวเล็กๆ ที่เรียกว่า “เนะโกะคามิซามะ” ที่ชาวบ้านสร้างขึ้นเพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับแมวบนเกาะที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์หินถล่ม อย่างไรก็ดี เกาะทาชิโระจิมะนั้นเรียกได้ว่ามีความเป็นธรรมชาติสูง ดังนั้นบนเกาะจึงค่อนข้างเงียบสงบ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อยกว่าบนแผ่นดินใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร หรือห้องน้ำสาธารณะ เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงนิยมมาเที่ยวบนเกาะแบบไปเช้าเย็นกลับหรือวันเดย์ทริป แต่หากใครต้องการพักค้างแรมบนเกาะ ที่นี่ก็มีรีสอร์ทแมวเหมียวให้บริการด้วยเช่นกัน แต่อาจจะต้องทำการจองก่อนล่วงหน้าจึงจะมีห้องว่างให้สามารถเข้าพักได้


How to get there:

ก่อนที่จะเดินทางสู่เกาะแมวทาชิโระจิมะ นักท่องเที่ยวจะต้องรับทราบกฎของเกาะที่ห้ามนำสุนัขขึ้นไปบนเกาะ เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับฝูงแมว ส่วนการเดินทางจากเมืองอิชิโนมากิไปยังเกาะแมว ให้นั่งรถเมล์สาย Ajishima Line จากสถานี Ishinomaki Station โดยรถจะไปจอดยังด้านหน้าของ Ajishima Line ferry terminal  จากนั้นให้เดินไปยังท่าเรือเฟอร์รี่โดยใช้เวลาในการเดินเท้าประมาณ 30 นาที หรือนั่งรถแท็กซี่ไปประมาณ 10 นาที (1,000 เยน) โดยเรือที่ออกจากท่าเรือเฟอร์รี่ Ajishima เพื่อไปยังเกาะทาชิโระจิมะจะมีทั้งเรือที่ไปจอดยังท่า Odomari และท่า Nitoda ซึ่งใช้เวลาเดินทางต่อเที่ยวประมาณ 45-60 นาที ในราคา 1,230 เยน โดย 1 วันจะมีเรือออกจากท่าเพียง 3 เที่ยวเท่านั้น

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

ที่สุดแห่งการท่องเที่ยว ที่สุดแห่ง “Japan”

“ญี่ปุ่น” ประเทศในฝันของใครหลายๆ คน ด้วยทัศนียภาพที่งดงามในทุกๆ ฤดูกาล อาหารอร่อย ถนนหนทางทุกซอกทุกมุมดูสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ บวกกับผู้คนที่เป็นมิตรและมีวินัยสูง เพียงแค่นี้ก็ทำให้ประเทศญี่ปุ่นได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวไม่สร่างซา ยิ่งปัจจุบันทางการญี่ปุ่นมีนโยบายงดเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางเข้าสู่ประเทศด้วยแล้ว  ก็ยิ่งส่งเสริมให้คนไทยหลั่งไหลไปเที่ยวญี่ปุ่นกันมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเส้นทางท่องเที่ยวหลักก็อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ อย่างเช่น โตเกียว โอซาก้า เกียวโต ซัปโปโร เป็นต้น ซึ่งนอกเหนือจากเมืองใหญ่เหล่านี้ ญี่ปุ่นยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ อีกมากมาย ดังที่มัชรูมทราเวลนำมาฝากในวันนี้ค่ะ

แอ่งน้ำฮัปโป จังหวัดนางาโนะ (Happo Pond)



 ณ แอ่งน้ำที่ใสดุจดังกระจกเงาจนมองเห็นเงาสะท้อนของเทือกเขาใหญ่ที่ตั้งอยู่เบื้องหลังได้อย่างชัดเจน ประกอบกับลมอ่อนๆ ที่พัดโชยเรียกความสดชื่นให้กับคนที่มาเยือน แอ่งน้ำฮัปโปคือบ่อน้ำที่ถูกสร้างขึ้นจากธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยเกิดขึ้นจากดินและทรายจากภูเขาที่ซ้อนกันขึ้นจนกลายเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำใสแจ๋ว ทั้งนี้การจะขึ้นไปชมแอ่งน้ำฮัปโปนี้ใช่ว่าจะง่าย เพราะนักท่องเที่ยวจะต้องปีนภูเขาคารามัทสึที่สูงถึง   2,696 เมตรขึ้นไปเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเส้นทางนี้ถือเป็นเส้นทางปีนเขาศึกษาธรรมชาติยอดนิยมอีกที่หนึ่งของญี่ปุ่นเลยทีเดียว

How to get there: จากเมืองนางาโนะ ให้นั่งรถไฟมายังสถานี JR Hakuba Station จากนั้นให้นั่งกระเช้ากอนโดล่าไปยังสถานี Happo Station โดยใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 10 นาที หรือมองหารถบัสที่มีสถานีปลายทางไปยังฮัปโป ซึ่งจะใช้เวลาในการเดินทางเพียง 5 นาทีเท่านั้น

ซาโอะ ออนเซน สกีรีสอร์ท จังหวัดยามางาตะ (Zao Onsen Ski Resort) 



ซาโอะ ออนเซนคือหนึ่งในสกีรีสอร์ทที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงมากที่สุดของญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนภูเขายามางาตะบนความสูง 800 เมตร ซึ่งเป็นสถานที่เพียงไม่กี่แห่งในญี่ปุ่นที่มีต้นไม้น้ำแข็งหรือที่เรียกอีกอย่างว่ามอนสเตอร์หิมะที่เกิดจากหิมะที่ตกหนักและลมจนเกิดการแข็งตัวยืนต้นเรียงรายเต็มลานไปหมด โดยเฉพาะในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นช่วงที่ซาโอะมีมอนสเตอร์หิมะเยอะที่สุด งดงามที่สุด และน่าไปเยือนมากที่สุด

How to get there: หากเดินทางมาจากกรุงโตเกียว ให้นักท่องเที่ยวนั่งรถไฟชินคันเซ็นสาย JR Yamagata มายังสถานี Yamagata (ใช้เวลาเดินทาง 2.5 ชั่วโมง ในราคาประมาณ 11,000 เยน) จากนั้นจึงเปลี่ยนสถานีเพื่อเดินทางไปยัง Zao Onsen (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ในราคาประมาณ 1,000 เยน)

ปราสาทมัทสึโมโตะ จังหวัดนางาโนะ (Matsumoto Castle)



ปราสาทมัทสึโมโตะถือเป็นหนึ่งในปราสาทดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่สวยงามและสมบูรณ์แบบมากที่สุด และมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร โดยมีทั้งหอคอยรองและป้อมปืนภายในปราสาท นอกจากนั้นตัวของปราสาทยังกรุด้วยสีดำ ยิ่งเพิ่มความสง่างามและน่าเกรงขามให้แก่ปราสาทแห่งนี้มากขึ้นไปอีก ทั้งนี้หากนักท่องเที่ยวมีโอกาสมาเยือนปราสาทมัทสึโมโตะในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก็จะพบกับดอกซากุระสีชมพูอ่อนที่กำลังผลิบานสะพรั่ง ซึ่งตัดกับสีดำของปราสาทที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง เนื่องจากที่นี่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดยอดนิยมสำหรับการชมดอกซากุระเช่นกัน

How to get there: จากสถานี JR Matsumoto Station สามารถเดินเท้ามายังปราสาทมัทสึโมโตะได้โดยใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 15 นาที หรือนั่งรถบัสประมาณ 5 นาที

สวนดอกไม้ฮิตาชิ ซีไซด์ จังหวัดอิบารากิ (Hitachi Seaside Park)



ฮิตาชิ ซีไซด์เป็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่มากถึง 190 เฮกเตอร์ หรือ 1,900,000 ตารางเมตร ทั้งบนพื้นที่ราบสลับกับเนินเขาสุดลูกหูลูกตา โดยจุดเด่นของที่นี่คือมีดอกไม้ผลัดเปลี่ยนสายพันธุ์และสีสันให้ชมอยู่ตลอดทั้งปี อย่างเช่นในช่วงฤดูใบไม้ผลิราวๆ ปลายเดือนเมษายนจนถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ทั่วทั้งฮิตาชิ ซีไซด์แห่งนี้จะถูกปูพรมไปด้วยดอกไม้สีฟ้าที่มีชื่อว่า Nemophila ส่วนในช่วงปลายเดือนกันยายนจนถึงกลางเดือนตุลาคม ก็จะเป็นคิวของพุ่มไม้สีแดงอย่าง Kokia รวมทั้งดอกไม้อื่นๆ ด้วยค่ะ  

How to get there: จากสถานี Ueno ให้นั่งรถไฟสาย Joban ขบวนด่วนพิเศษมาลงที่สถานี Katsuta (ใช้เวลาประมาณ 70 นาที) จากนั้นเดินออกทางประตู East Exit เพื่อไปนั่งรถบัสชื่อ Ibaraki Kotsu bus ที่ป้ายรถหมายเลข 2 เพื่อไปลงที่ป้าย Kaihin koen nishiguchi (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20 นาที)

ภูเขาไฟไดเซน จังหวัดต็อตโตริ (Mount Daisen)



ไดเซนเป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่ซึ่งครอบคลุมภูมิประเทศทางทิศตะวันตกของจังหวัดต็อตโตริ โดยที่นี่ถือเป็น 1 ใน 100 ภูเขาที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น ทั้งนี้ผู้ที่มาเยือนภูเขาไฟไดเซนส่วนใหญ่นิยมมาปีนเขากัน เนื่องจากภูเขาไฟไดเซนประกอบด้วยสันเขาที่มีหลายยอด โดยยอดเขาที่สูงที่สุดก็คือยอดเขาเคนกามิเนะ อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่สามารถปีนขึ้นไปสูงสุดได้เพียงแค่ยอดเขามิเซนที่มีความสูง 1,790 เมตรเท่านั้น นอกจากนี้ภูเขาไฟไดเซนยังเป็นที่ตั้งของวัดไดเซนจิที่มีความสำคัญในทางพุทธศาสนา รวมทั้งศาลเจ้าโอกามิยามะที่มีชื่อเสียงอีกด้วย

How to get there: นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปยังภูเขาไดเซนได้โดยผ่านทางเมืองโยนาโกะ โดยนั่งรถบัสจากสถานีโยนาโกะ (ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง) โดยเสียค่าใช้จ่ายจำนวน 720 เยน หรือนั่งรถบัสจากสถานีไดเซนกูจิมาลงที่วัดไดเซนจิ (ใช้เวลาประมาณ 30 นาที) ค่าใช้จ่าย 480 เยน

หมู่บ้านโกคายามะ จังหวัดโทยามะ (Gokayama)



โกคายามะคือหมู่บ้านโบราณแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น ที่ตั้งอยู่ในหุบเขาลึกท่ามกลางภูเขาที่สูงชันในภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดโทยามะ โดยบ้านทุกหลังภายในหมู่บ้านโกคายามะแห่งนี้จะถูกสร้างขึ้นในรูปแบบที่เรียกว่า Gassho-zukuri ซึ่งจะเป็นบ้านที่มีสามถึงสี่ชั้น และมีหลังคาสูงชันที่ลาดเอียงถึง 60 องศา เพื่อป้องกันไม่ให้มีหิมะเกาะอยู่บนหลังคาในช่วงฤดูหนาวนั่นเอง ทั้งนี้หมู่บ้านโกคายามะได้ถูกรับรองโดยองค์การยูเนสโกให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกทางวัฒนธรรมเมื่อปี 1995 เพื่ออนุรักษ์ที่นี่ไว้สำหรับเป็นมรดกอันทรงคุณค่าแก่ชาวญี่ปุ่นสืบไป
How to get there: จากโอซาก้า ให้นั่งรถไฟสาย JR Hokuriku Line มายังสถานี Takaoka Station (ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง 10 นาที)

ทะเลสาบคุชชะโระ จังหวัดฮอกไกโด (Lake Kussharo)



ทะเลสาบคุชชะโระเป็นทะเลสาบหลุมปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากภูเขาไฟที่ระเบิดแล้วพ่นเถ้าลาวาออกมา เมื่อเย็นแล้วจึงยุบตัวลงกลายเป็นหลุมทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีเส้นรอบวงถึง 57 กิโลเมตร ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติอะกัง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเมืองเทชิคางะ จังหวัดฮอกไกโด ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจะได้ชมความงามของทะเลสาบแห่งนี้แล้ว ที่นี่ยังมีกิจกรรมกลางแจ้งที่หลากหลายให้ได้เพลิดเพลินกันด้วย เช่น การปั่นจักรยาน เดินป่า ตกปลา พายเรือคายัค เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีบ่อน้ำพุร้อนกลางแจ้งให้ได้แช่กันฟรีๆ อีกด้วย

How to get there:  ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนตุลาคม จะมีรถบัสวิ่งให้บริการระหว่างฝั่งตะวันตกของทะเลสาบคุชชะโระ และคาวะยูออนเซนให้บริการ รวมถึงสามารถนั่งรถไฟมายังสถานี JR Kawayu Onsen Station ได้เลย

ทัวร์ญี่ปุ่น

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2558

“ฮอกไกโด” ฤดูไหนๆ ก็เที่ยวได้

คุณผู้อ่านเห็นด้วยไหมคะว่าประเทศญี่ปุ่นนั้นเรียกได้ว่าเป็นสวรรค์บนดินของนักเดินทางที่ใครๆ ก็อยากไปเยือนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะตอนบนของประเทศอย่างภูมิภาคฮอกไกโด ที่ไม่ว่าจะเป็นฤดูไหนที่นี่ก็สวยงามอยู่เสมอ ด้วยความโดดเด่นของแต่ละช่วงฤดูกาล ไม่ว่าจะหนาวหรือร้อน ใบไม้ผลิหรือใบไม้ร่วง แต่อากาศที่ฮอกไกโดก็ยังคงความบริสุทธิ์ไม่เปลี่ยนแปลง ทองฟ้ายังคงเป็นสีฟ้าใส ส่วนสีสันของดอกไม้บนภูเขาสูงแม้จะเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามฤดูกาลที่ผันแปร แต่ธรรมชาติก็ยังใจดีกับดินแดนแห่งนี้โดยมอบสิ่งอื่นทดแทนให้ในแต่ละช่วงฤดูกาล  



สำหรับใครที่วางแผนเอาไว้ว่าอยากจะไปเที่ยวฮอกไกโดสักครั้ง แต่ติดปัญหาตรงที่ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะไปในช่วงฤดูไหนดี เพราะคนส่วนใหญ่เมื่อคิดถึงฮอกไกโด ก็มักจะนึกถึงหิมะสีขาวโพลน หรือไม่ก็ดอกไม้บานหลากสีสัน ทั้งที่ความจริงแล้ว เสน่ห์ของฮอกไกโดนั้นมีอยู่ทุกฤดู โดยสถานที่ท่องเที่ยวในฮอกไกโดที่น่าสนใจ เมื่อไปถึงฮอกไกโดแล้วควรไปเที่ยวที่ไหนอย่างไรดี วันนี้มัชรูมทราเวลมีคำตอบมาฝากทุกท่านแน่นอนค่ะ

อบอุ่น ผ่อนคลาย สบายใจที่ “โนโบริเบทสึ”



หลังจากต้องเดินทางติดต่อกันหลายชั่วโมง นักท่องเที่ยวที่มาเยือนฮอกไกโดหลายๆ ท่านคงรู้สึกอ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไม่น้อย ดังนั้นสถานที่แรกที่มัชรูมทราเวลอยากจะขอแนะนำก็คือ เมืองโนโบริเบทสึที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งออนเซนนั่นเองค่ะ โดยทั่วไปโรงแรมในเมืองแห่งนี้ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็จะมีออนเซนไว้บริการแขกผู้เข้าพักด้วย ส่วนออนเซนที่มีชื่อเสียงของที่นี่ก็มีที่โรงแรมไดอิจิ ทาคิโมโตะกัง เป็นต้น ซึ่งที่นี่ก็บ่อน้ำพุร้อนให้เลือกแช่ได้ถึง 7 แบบด้วยกัน ทั้งนี้สำหรับใครที่ไม่ได้พักที่ไดอิจิ ทาคิโมโตะกังก็สามารถมาใช้บริการได้เช่นกัน แต่ต้องเสียค่าบริการ 2,000 เยน หรือหากมาในช่วงเวลา 16.00 น. ขึ้นไป ก็จะเหลือแค่ 1,500 เยนเท่านั้นค่ะ

“จิโกกุดานิ” ที่นี่มีลิงแช่ออนเซน



เมื่อมาถึงเมืองโนริเบทสึ นอกจากกิจกรรมแช่ออนเซนเพื่อผ่อนคลายความเครียดแล้ว อีกสถานที่ท่องเที่ยวที่เราไม่ควรพลาดก็คือหุบเขานรกจิโกกุดานิ ที่มีจุดเด่นด้วยสภาพอากาศที่มีหิมะปกคลุมถึง 1 ใน 3 ของช่วงเวลาตลอดทั้งปี อีกทั้งสภาพภูมิประเทศยังเต็มไปด้วยโขดหิน มีน้ำพุและโคลนร้อนพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินอยู่ตลอดเวลา ส่วนไฮไลท์เด็ดของที่นี่ที่น่ารักสุดๆ ก็คือเจ้าลิงหิมะที่อาศัยอยู่แถบนี้กว่า 200 ตัว จนกลายเป็นอุทยานลิงหิมะขนาดใหญ่ ที่วันดีคืนดีพวกมันก็จะพากันยกโขยงมาแช่บ่อออนเซนเหมือนกับมนุษย์กันเลยทีเดียว ที่สำคัญเจ้าลิงพวกนี้ยังนิสัยดีและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวด้วยนะคะ โดยเราสามารถถ่ายรูปขณะที่พวกมันแช่น้ำพุร้อนอย่างสบายตัวได้เลยล่ะค่ะ  

“ทะเลสาบโทยะ” ความสวยงามของธรรมชาติดุจดังภาพวาดที่มีชีวิต



มาเที่ยวฮอกไกโดทั้งที หากพลาดทะเลสาบโทยะ ก็อาจเรียกได้ว่าคุณยังมาไม่ถึงฮอกไกโดอย่างแท้จริง โดยโทยะเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองโทยะ ที่มีชาติกำเนิดมาจากปากปล่องภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งมีความพิเศษไม่เหมือนใครคือ ในขณะที่แม่น้ำอื่นๆ ในช่วงฤดูหนาวจะกลายเป็นน้ำแข็ง แต่น้ำในทะเลสาบโทยะนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ส่วนช่วงหน้าร้อนอากาศที่นี่ก็เย็นสบาย ทำให้เป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับนักท่องเที่ยว โดยบางรายก็มาตั้งแคมป์พักผ่อนริมทะเลสาบก็มี และอีกหนึ่งไฮไลท์ของทะเลสาบแห่งนี้ก็คือ ในช่วงปลายเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนตุลาคม จะมีการแสดงพลุไฟในเวลา 20.45 น. ทุกคืน นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งค่ะ นอกจากนี้เมื่อเราถ่ายภาพของทะเลสาบโทยะ จะสังเกตเห็นเกาะเล็กๆ ใจกลางทะเลสาบ นั่นเป็นเกาะที่มีชื่อว่านากาจิมะค่ะ เราสามารถไปเที่ยวที่เกาะได้นะคะ ยกเว้นในช่วงฤดูหนาว

โรแมนติก “โอตารุ”



โอตารุคือเมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองซัปโปโรมากนัก แต่ถึงโอตารุจะเป็นเมืองเล็กแต่เสน่ห์ของที่นี่กลับไม่เล็กตามขนาดของเมือง เพราะโอตารุนั้นได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่โรแมนติกที่สุดในฮอกไกโดเลยทีเดียว โดยมีจุดไฮไลท์ประจำเมืองคือคลองโอตารุน้ำใสแจ๋วที่มีความยาวกว่า 1.5 กิโลเมตร รวมถึงร้านรวงต่างๆ และบรรดาพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่สองฝั่งคลองนั่นเองค่ะ แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยนะคะว่าทั้งร้านค้าและพิพิธภัณฑ์ของที่นี่มีความพิเศษซึ่งแตกต่างจากร้านทั่วๆ ไปที่เราคุ้นเคยอย่างแน่นอน เพราะว่าทั้งหมดปรับปรุงจากโกดังสินค้าในอดีตที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมคลองนั่นเอง ที่สำคัญในช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ริมคลองโอตารุจะถูกตกแต่งประดับประดาด้วยบ้านและตุ๊กตาหิมะและจุดเทียนโคมตลอดสองริมน้ำ ยิ่งเพิ่มความสวยงามโรแมนติกให้กับเมืองเล็กๆ แห่งนี้มากขึ้น

“ซัปโปโร” ความสมบูรณ์แบบแห่งฮอกไกโด



อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่จะลืมไม่ได้เลยสำหรับฮอกไกโด และอาจเรียกได้ว่าเมืองแห่งนี้คือขวัญใจของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็ว่าได้ นั่นก็คือซัปโปโร เมืองที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโดนั่นเอง ซึ่งที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยทัศนียภาพที่สวยงามท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่ไพศาล สมบูรณ์แบบไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่างสวนโอโดริที่มีเหล่าพันธุ์ไม้และแปลงดอกไม้แต่งแต้มสีสันฤดูกาลทั้ง 4 ให้น่าหลงใหล, ภูเขาโมอิวะที่ปกคลุมไปด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์และยังมีจุดชมวิวที่งดงามเกินห้ามใจให้ได้ชม,  อิชิยามะกรีนสเปซ สวนศิลป์ที่มีเอกลักษณ์ส่วนตัวไม่มีใครเหมือน, ทะเลสาบชิโคสึ ดินแดนสวรรค์สำหรับคนรักนก, ซัปโปโรโจซันเค เนเจอร์วิลเลจ สถานที่ตั้งแคมป์สุดเพอร์เฟคสำหรับผู้รักการผจญภัย เป็นต้น

เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวในฮอกไกโด ขอบอกไว้ก่อนนะคะว่านี่แค่น้ำจิ้มเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น เพราะหากท่านมีโอกาสไปสัมผัสด้วยตัวเองแม้เพียงสักครั้ง จะรู้เลยค่ะว่า แม้ท่านจะเคยเห็นฮอกไกโดผ่านภาพถ่ายที่ดีที่สุดและสวยที่สุดมาเป็นล้านๆ ครั้ง ก็เทียบไม่ได้เลยกับภาพของฮอกไกโดที่สัมผัสด้วยสายตาของท่านแม้เพียงครั้งเดียว 

สำหรับผู้ที่สนใจอยากลองไปสัมผัสกับความงามของฮอกไกโดดูสักครั้ง มัชรูมทราเวลก็มีโปรแกรมที่น่าสนใจ ซึ่งเป็นโปรแกรมให้ท่านได้ไปเยือนฮอกไกโดแบบเต็มอิ่ม 5 วัน 3 คืนกันเลยทีเดียว โดยออกเดินทางในช่วงวันหยุดแรงงานที่จะถึงนี้ ท่านสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mushroomtravel.com/th/group-tour/japan/mrtb0007-japan-5d-3n-by-tg.html หรือโทรศัพท์สอบถามได้ที่ บริษัททัวร์ มัชรูมทราเวล โทร.0 2105 6234 กด 1



วันอังคารที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558

How to: ช้อปปิ้งอย่างไรให้คุ้มสุดๆ ที่ Gotemba Premium Outlet

คุณผู้อ่านเป็นเหมือนกันไหมคะ ทุกครั้งที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวถึงเมืองนอกเมืองนาเนี่ย แน่นอนว่ากิจกรรมอย่างหนึ่งที่เรามักจะไม่พลาดก็คือการช้อปปิ้ง โดยเฉพาะหากได้ช้อปสินค้าคุณภาพดีในราคาที่ไม่แพงแล้วล่ะก็ ความรู้สึกมันคล้ายกับการถูกหวยเลยล่ะค่ะ ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา วันนี้มัชรูมทราเวลจะมาพูดถึงแหล่งช้อปปิ้งราคาย่อมเยาแต่คุณภาพดีเยี่ยมในประเทศญี่ปุ่นกัน ซึ่งคนที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นกับบริษัททัวร์ น่าจะเคยไปเยือนที่นี่กันทุกคน “Gotemba Premium Outlet”


Gotemba Premium Outlet คือเอ้าท์เลทที่มีชื่อเสียงที่สุดและได้รับความนิยมมากที่สุดในญี่ปุ่นค่ะ แถมวิวทิวทัศน์รอบๆ ก็ยังอยู่ในระดับไม่ธรรมดา อันเนื่องมาจากตั้งอยู่บนฐานของภูเขาไฟฟูจิเลย แถมยังไม่ไกลจากทะเลสาบฮาโกเนะอีกต่างหาก เรียกได้ว่าอยู่ในระดับพรีเมียมทั้งสินค้าและทิวทัศน์เลยทีเดียว

ซื้ออะไรใน Gotemba Premium Outlet



เมื่อนักท่องเที่ยวย่างเท้าเข้าไปใน Gotemba Premium Outlet ด้วยความกว้างใหญ่ของสถานที่อาจจะทำให้สับสนงงงวยไม่น้อย เพราะนอกจากจะเต็มไปด้วยร้านค้าแบรนด์เนมกว่า 205 ร้านค้าแล้ว ยังรวมถึงศูนย์อาหารอีก 23 แห่งอีกด้วย โดยแบรนด์สินค้าส่วนใหญ่ภายในเอ้าท์เล็ทแห่งนี้ล้วนแต่เป็นที่คุ้นเคยของนักช้อปไทย ทั้ง Hi-end Brand อย่าง Alexander McQueen, Alexander Wang, Bottega Veneta, Balenciaga, Dior, Yves Saint Laurent, Chloe เป็นต้น และ Hi-street Brand เช่น Coach, Issey Miyake, Diesel, Kate Spade New York, Gucci, Lanvin Collection, Vivienne Westwood ฯลฯ รวมทั้งแบรนด์อื่นๆ ที่ไม่สามารถบอกเล่าได้หมดอีกมากมายค่ะ โดยแบรนด์ต่างๆ เหล่านี้ก็มีทั้งที่สามารถ Refund Tax ได้และไม่ได้ ดังนั้นก่อนที่จะช้อปทุกครั้งก็ลองสังเกตป้าย “TAX FREE” ที่ติดอยู่หน้าร้านเสียก่อนนะคะ

ขั้นตอนการขอ Refund Tax 


สำหรับสินค้าในขอบข่ายที่สามารถขอคืนภาษีได้ รวมถึงยอดซื้อที่กำหนดไว้มีดังต่อไปนี้
1. เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ เช่น กล้องดิจิตอล กล้องถ่ายรูป ฯลฯ สินค้าแบรนด์เนม กระเป๋า เสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องประดับ และประเภทสินค้าคงทน จะต้องมียอดซื้อในราคา 10,001 เยนขึ้นไป
2. สินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้แล้วหมดไป เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ฟิล์ม แบตเตอรี่ ฯลฯ จะต้องมียอดซื้อในราคา 5,001 เยนขึ้นไป แต่ยอดซื้อต้องไม่เกิน 500,000 เยน


จากนั้นเมื่อได้สินค้าตามที่ต้องการ และตรงกับเงื่อนไขการขอ Refund Tax แล้ว ก็สามารถขอ Refund ได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ค่ะ
1. เมื่อซื้อสินค้าและจ่ายเงินที่แคชเชียร์เป็นจำนวนเต็มแล้ว ให้แจ้งพนักงานว่าขอ Refund Tax
2. พนักงานจะนำกระดาษมาปิดที่ตะกร้าสินค้าของเรา พร้อมแจ้งให้เราไปยัง Tax Free Counter พร้อมกับยื่นพาสปอร์ตให้กับพนักงานประจำเคาน์เตอร์
3. พนักงานจะห่อสินค้าของเราด้วยพลาสติก พร้อมแปะสก๊อตเทปให้เรียบร้อย รวมถึงเย็บใบภาษีติดไว้ให้เราที่พาสปอร์ต พร้อมกับจ่ายค่าภาษี 8% คืนให้เราเป็นเงินสด

เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับข้อมูลการช้อปปิ้งที่ Gotemba Premium Outlet ซึ่งมัชรูมทราเวลสรรหามาฝากคุณผู้อ่านทุกท่าน หวังว่าคงจะถูกใจขาช้อปไม่น้อยนะคะ เพราะนอกจากเราจะสามารถซื้อสินค้าภาพดีได้ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปแล้ว ยังจะได้รับเงินคืนอีกต่างหาก งานนี้เรียกว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มค่ะ 

อนึ่ง ทัวร์ญี่ปุ่นบางโปรแกรมนอกจากเราจะพาทุกท่านไปชมความงามและความมหัศจรรย์ของภูเขาฟูจิและทะเลสาบฮาโกเน่แล้ว ก็ยังจะพาทุกท่านไปช้อปปิ้งกันแบบสุดเหวี่ยงที่ Gotemba Premium Outlet อีกด้วย สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัททัวร์ มัชรูมทราเวล โทร.0 2105 6234 กด 1 หรือเข้าชมโปรแกรมทัวร์ทั้งหมดได้ที่ ทัวร์ญี่ปุ่น