Menu Blog

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปเดินป่าปีนเขา

สำหรับผู้ที่รักการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในแบบผจญภัย การเดินป่าปีนเขาก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมไม่น้อย คือนอกจากจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิดแล้ว การเดินป่าปีนเขายังถือเป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกทางหนึ่งอีกด้วย เนื่องจากร่างกายได้มีการเคลื่อนไหวและออกแรงอยู่ตลอดเวลา โดยภูมิภาคเอเชียของเราก็มีเทือกเขาหลายๆ แห่งที่มีความสวยงามและเหมาะแก่การปีนเขาเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลังจากที่นักท่องเที่ยวกำหนดสถานที่อันเป็นจุดหมายปลายทางได้แล้ว เตรียมหนังสือเดินทาง และวีซ่าสำหรับประเทศที่ต้องยื่นวีซ่าไว้แล้ว อย่างต่อไปก็ต้องมีการเตรียมตัวและเตรียมความพร้อมเสียก่อนที่จะออกเดินทาง และสำหรับผู้ที่ไม่เคยเดินทางท่องเที่ยวในลักษณะนี้มาก่อน วันนี้มัชรูมทราเวลก็มีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับการเตรียมตัวมาบอกเล่าเก้าสิบให้ได้ทราบกัน เพื่อเตรียมความพร้อมและความปลอดภัยดังนี้

เรียนรู้พื้นฐานของการแค้มปิ้ง 

แน่นอนว่าเพียงแค่การอ่านเนื้อหาเกี่ยวกับทักษะของการตั้งแค้มป์อาจไม่เพียงพอสำหรับนักเดินทางในสถานการณ์จริง ดังนั้นสิ่งที่นักท่องเที่ยวควรปฏิบัติก่อนออกเดินทางก็คือการสอบถามผู้ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนว่าควรเตรียมตัวอย่างไรบ้าง นอกจากนั้นก็ควรฝึกการใช้ชีวิตในป่าโดยจำลองสถานการณ์จริงบ้าง อย่างเช่นการจุดไฟ หุงข้าว ทำอาหาร กางเต็นท์ เป็นต้น 

เลือกสถานที่ต้องการไป

เมื่อนักท่องเที่ยวตกลงใจว่าต้องการเดินทางท่องเที่ยวในแบบใกล้ชิดกับธรรมชาติมากที่สุดแล้ว จากนั้นก็ควรกำหนดสถานที่ที่ต้องการจะไปล่วงหน้าไว้ก่อน เพื่อจะได้มีเวลาในการเตรียมตัวศึกษาเส้นทางเสียแต่เนิ่นๆ โดยหากเป็นทริปแรก ก็ควรจะมองหาสถานที่ที่ง่ายต่อการเข้าถึงเสียหน่อย และมีระยะทางที่ไม่สูงชันและท้าทายมากจนเกินไปนัก แต่ถ้าหากคุณมีประสบการณ์ในการเที่ยวลักษณะนี้มาพอสมควร ก็จะทำให้สามารถมองหาสถานที่ที่เหมาะกับตัวเองได้ง่ายยิ่งขึ้น


เรียนรู้การอ่านแผนที่ การใช้เข็มทิศ และ GPS อย่างแม่นยำ

หากนักท่องเที่ยวอยากเที่ยวให้สนุกไม่ต้องกังวลเพราะกลัวหลงทางจนต้องหวาดผวาแล้วล่ะก็ ก่อนอื่นก็ต้องเรียนรู้วิธีการใช้งานของเครื่องมือสำคัญสำหรับการเดินป่า นั่นก็คือแผนที่ เข็มทิศหรือ GPS ซึ่งขั้นแรกก็ต้องซื้อแผนที่ของจุดที่ต้องการจะไปเสียก่อน แล้วจึงศึกษาเส้นทางให้ละเอียด ส่วนเข็มทิศหรือ GPS ก็ควรซื้อที่มีคุณภาพดีสักหน่อยแม้ว่าราคาจะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็ดูจะปลอดภัยกว่าการซื้อของที่ราคาถูกแต่คุณภาพของสินค้าก็ดูจะด้อยตามไปด้วย ซึ่งเมื่อหากนำไปใช้งานจริง ก็อาจจะอาการรวนจนอาจทำให้คุณเดินหลงทางก็เป็นได้ ส่วนวิธีการอ่านเข็มทิศนั้น ปกติเข็มทิศที่วางขายจะมีคู่มือเล่มเล็กๆ เกี่ยวกับวิธีการใช้งานติดมาให้ด้วย

ท่องเที่ยวกับเพื่อน

แม้ว่าหลายคนจะมีประสบการณ์การท่องเที่ยวคนเดียวบ่อยๆ ถึงจะเดินทางไกลขนาดไหน แต่ก็กลับมาอย่างปลอดภัยทุกครั้ง แต่สำหรับการการเดินป่าปีนเขานั้น คุณจำเป็นต้องมีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วย และอาจต้องเป็นคนที่มีความรู้ ประสบการณ์ และทักษะในการเดินป่ามาบ้าง โดยเฉพาะผู้หญิงนั้นไม่ควรเดินป่าคนเดียวเป็นอย่างยิ่ง ควรจะไปกันเป็นกลุ่มหลายๆ คนจะปลอดภัยกว่า  

น้ำดื่มคือสิ่งสำคัญ

ถึงแม้ว่านักท่องเที่ยวหลายๆ คนอาจจะวางแผนแค่ต้องการเดินขึ้นเขาเพียงไม่กี่ชั่วโมง และไม่ต้องการพกพาของหนักๆ ขึ้นเขามากจนเกินไปนัก แต่เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงนั้นก็เสี่ยงที่จะเกิดอาการคอแห้ง เนื่องจากการเดินขึ้นที่สูงชันนั้นต้องใช้พลังงานมากกว่าปกติ ทำให้ร่างกายเสียเหงื่อและขาดน้ำอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากคำนวณปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้นก็คือ ต้องเตรียมพร้อมอย่างน้อย 1 ลิตรต่อคน และต่อ 1 ชั่วโมงของการเดินป่านั่นเอง


สวมใส่รองเท้าที่ซัพพอร์ตเท้า และถุงเท้าที่ให้ความรู้สึกสบาย

หากเป็นไปได้ นักท่องเที่ยวควรสวมใส่รองเท้าสำหรับการเดินป่าจะเหมาะสมและปลอดภัยมากกว่า แต่ถ้าไม่มี ก็สามารถสวมใส่รองเท้าที่ช่วยซัพพอร์ตเท้าและสวมใส่สบายแทนได้ อย่างเช่นรองเท้าผ้าใบที่พื้นรองเท้าค่อนข้างหนา หรือรองเท้าหุ้มข้อ เป็นต้น ส่วนถุงเท้าก็ควรเลือกที่สวมใส่แล้วสบาย เพราะคุณต้องไม่ลืมว่าจะต้องเดินเป็นระยะทางที่ไกลและนานหลายชั่วโมง 

เลือกเสื้อผ้าที่คล่องตัว ง่ายต่อการถอดออกและสวมใส่

สำหรับเสื้อผ้าที่เหมาะสมในการเดินป่าควรจะเป็นเสื้อผ้าที่ผลิตขึ้นจากใยฝ้าย เพราะผ้าฝ้ายนั้นมีคุณสมบัติระบายความร้อนได้ดี สวมใส่สบาย และสามารถดูดซับความชื้นได้ จึงทำให้เสื้อผ้าที่ผลิตจากใยฝ้ายเหมาะกับสวมใส่ในหน้าร้อนนั่นเอง ที่สำคัญเสื้อผ้าที่เลือกควรจะเป็นเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว นั่นก็เพื่อเป็นการป้องกันการขูดขีดจากหนามและกิ่งไม้ในระหว่างเดินป่าได้นั่นเอง 

อาหารว่างระหว่างทาง

แน่นอนล่ะว่าการเดินทางในระยะไกลนั้นอาจทำให้ร่างกายต้องสูญเสียพลังงานไปมาก และเกิดอาการหิวขึ้นในที่สุด ดังนั้นนักท่องเที่ยวควรจะพกพาอาหารว่างระหว่างทางติดใส่กระเป๋าไปด้วย โดยอาจเป็นอาหารที่มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก รับประทานง่าย และที่สำคัญคืออิ่มท้อง อย่างเช่นอาหารประเภท GORP หรือ Good Old Raisins and Peanuts ไม่ว่าจะเป็นลูกเกด ถั่วลิสง เชอร์รี่ อัลมอนด์ M&M วอลนัท แครนเบอร์รี่ ฯลฯ หรือไม่ก็อาจจะเป็นแซนด์วิชชิ้นเล็กๆ ก็ได้


เครื่องมือปฐมพยาบาลต้องมี

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่สุดหากคุณจำเป็นต้องพกพาติดตัวไปด้วยเสมอทุกครั้งที่คุณต้องเข้าป่าปีนเขาก็คือเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ซึ่งประกอบไปด้วยผ้าพันแผล ยาสำหรับทาแก้เคล็ดขัดยอก ครีมกันแดด ครีมต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้ปวด แหนบ เทปกาว เป็นต้น 

แสงสว่างคือสิ่งจำเป็น

นอกจากแสงสว่างจากกองไฟที่จุดเพื่อไล่สัตว์ร้ายและให้ความอบอุ่นในยามค่ำคืนแล้ว นักท่องเที่ยวต้องไม่ลืมเครื่องมือให้แสงสว่างอื่นๆ ด้วยเช่นกัน อย่างเช่นไฟฉายกับแบตเตอรี่เสริม หรือปั๊มไฟที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ นอกจากนั้นนักท่องเที่ยวก็อาจจะพกพาโคมไฟที่มีน้ำหนักเบาติดตัวไปด้วยก็ได้ 

แน่ใจว่าคุณสามารถเดินขึ้นเขาในระยะทางไกลได้

สิ่งสุดท้ายหลังจากที่เราเตรียมข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างไว้แล้วก็คือการเตรียมใจและเตรียมร่างกาย ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องมั่นใจและแน่ใจว่าตัวเองสามารถเดินขึ้นเขาในระยะทางไกลได้จริงๆ ทั้งนี้การเดินขึ้นเขาโดยมีกระเป๋าน้ำหนักหลายกิโลกรัมอยู่บนไหล่และหลังนั้นจะยิ่งเพิ่มความลำบากและความเหนื่อยยากแก่นักท่องเที่ยวอีกหลายเท่า แต่หากนักท่องเที่ยวสามารถทำได้ สิ่งที่คุณจะได้ตอบแทนกลับมานั้นคุ้มค่าต่อความเหนื่อยยิ่งนัก


วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

7 สถานที่ท่องเที่ยวระดับแลนด์มาร์กที่คุณไม่ควรพลาดในปูซาน

เมื่อพูดถึงเมืองท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มักจะนึกถึงกรุงโซลซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศ เกาะนามิสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังที่คอซีรีย์เกาหลีต้องแวะไปเยือน หรือไม่ก็เกาะเชจู เกาะทางใต้ของประเทศที่เหมาะสำหรับการมาฮันนีมูน ทั้งที่เกาหลีใต้ยังมีเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่อีกไม่น้อย ซึ่งหนึ่งในนั้นที่มัชรูมทราเวลจะกล่าวถึงก็คือปูซาน เมืองท่าสำคัญที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้

ปูซานถือเป็นเมืองท่าและเมืองตากอากาศที่สำคัญของชาวเกาหลี อีกทั้งยังมีสถิติเป็นเมืองที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศอีกด้วย โดยปูซานมีจุดเด่นคือมีภูมิประเทศที่ประกอบด้วยแนวชายฝั่งทะเลและชายหาดที่มีความสวยงามโดดเด่น และมีภูเขาโอบล้อม ซึ่งนั่นก็ทำให้ผู้ที่หลงใหลกีฬาทางน้ำและการปีนเขาต่างเดินทางมายังปูซาน เพื่อพักผ่อน ท่องเที่ยว และผจญภัยไปกับกีฬาในฝันปีละหลายล้านคนเลยทีเดียว นอกจากนี้ปูซานก็ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนจะเป็นอะไรนั้น ไปดูกันเลย...


1.  ชายหาดแฮอึนแด

 

แฮอึนแดเป็นชายหาดที่ใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ และได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยชื่อของชายหาดแห่งนี้ถูกตั้งมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิลลา และมีความหมายว่าทะเลเมฆ ซึ่งในแต่ละปีโดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกันยายน ที่นี่จะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวทั้งชายและหญิงในชุดบิกินีสีสันสดใส ที่นอนให้แสงแดดลูบไล้อยู่เต็มหาดทรายสีขาวเนื้อละเอียด นอกจากนั้นชายหาดแฮอึนแดยังมีกิจกรรม และกีฬาทางน้ำประเภทต่างๆ ให้ได้สนุกกันอย่างเต็มที่ ทำให้ชายหาดแฮอึนแดกลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่ดีที่สุดในเมืองปูซานไปโดยปริยาย

2. สะพานควางอัน หรือสะพานเพชร

 

สำหรับเมืองปูซาน สถานที่ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดแลนด์มาร์กของที่นี่ก็คือสะพานควางอันหรือสะพานเพชรอันเลื่องชื่อ โดยสะพานควางอันเป็นสะพานแห่งแรกของเกาหลีที่สร้างทอดข้ามทะเล ซึ่งเชื่อมระหว่างเมือง Centum หรือเมืองในอนาคตกับ BEXCO ศูนย์การประชุมขนาดใหญ่อีกแห่งของเกาหลี และมีความยาวมากถึง 7.42 กิโลเมตร ทั้งนี้สะพานควางอันถือเป็นจุดที่ดีที่สุดในการชมทิวทัศน์รอบๆ เมืองปูซานได้สุดลูกหูลูกตา ทั้งเกาะโอรยูก ภูเขาฮวางรยอง เกาะทงแบก และชายหาดแฮอึนแด เป็นต้น นอกจากนี้ในช่วงค่ำคืนก็จะมีการติดไฟสวยงามสว่างไสวไปทั่วราวสะพาน เป็นอีกภาพที่งดงามและโรแมนติกยิ่งนัก โดยจุดที่ดีที่สุดในการจะชมสะพานควางอันที่สวยงามก็คือชายหาดควางอัลลีนั่นเอง

3. วัดโพโมซา



วัดโพโมซาเป็นวัดเก่าแก่ของปูซานที่สร้างตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 7 และปัจจุบันมีอายุถึง 1,300 ปี ก่อตั้งโดยพระภิกษุซึ่งมีนามว่าอุยซางบนเชิงเขาคุมจองในสมัยอาณาจักรชิลลา ทั้งนี้นอกจากวัดโพโมซาจะเป็นสถานศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวเมืองปูซานที่เต็มไปด้วยสิ่งสักการบูชา นับตั้งแต่ประตูหน้าจนถึงภายในวัดแล้ว ยังเต็มไปด้วยสมบัติของชาติที่ถูกลงทะเบียนอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งในเรื่องของทัศนียภาพ วัดโพโมซายังสวยงามและสงบร่มรื่น เหมาะกับการมาแสวงบุญ หรือท่องเที่ยวในแบบเงียบสงบ ห่างไกลจากสิ่งรบกวนภายนอกเป็นอย่างยิ่ง

4. อุทยานแทจงแด



 
อุทยานแทจงแดคือแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งในเมืองปูซานที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือนสักครั้ง โดยที่นี่มีฐานะเป็นตัวแทนของสวนสาธารณะแห่งปูซานที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของเกาะยองโด ซึ่งโดดเด่นด้วยความสวยงามของท้องทะเลสีเขียวอมฟ้าและหน้าผาสูงชัน รวมถึงหาดหินที่เกิดจากการกัดเซาะของคลื่นลมจนกลายเป็นหมู่หินรูปร่างประหลาด อีกทั้งบนหน้าผาที่สูงลิบลิ่วยังมีประภาคารสีขาวเด่นเป็นสง่าตั้งอยู่ นอกจากนั้นภายในบริเวณยังประกอบไปด้วยสระว่ายน้ำขนาดใหญ่บรรยากาศดี ร้านค้าและร้านขายของที่ระลึก รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกอีกมากมาย เรียกว่ามาที่นี่ที่เดียวก็อิ่มเอมความประทับใจไปทั้งวันเลยทีเดียว

5. Dadaepo Sunset Fountain of Dream น้ำพุแห่งความฝัน

   

น้ำพุแห่งความฝันแห่งนี้เป็นน้ำพุที่ถูกสร้างขึ้นใหม่แทนอันเดิมในเดือนมิถุนายน ปี 2009 และปัจจุบันมันก็ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของปูซานไปแล้ว โดยน้ำพุแห่งนี้กินพื้นที่มากถึง 2,519 ตารางเมตร และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 180 เมตร และยังสามารถถ่ายน้ำขึ้นไปบนอากาศได้สูงถึง 55 เมตร จากทั้งหมด 1,046 หัวฉีด ไม่เพียงเท่านั้น  น้ำพุแห่งความฝันแห่งนี้ยังประกอบไปด้วยน้ำพุขนาดเล็กอีก 27 น้ำพุ และไฟ LED 1,148 หลอด ทำให้ในบริเวณนี้ล้วนเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มารอชมระบำน้ำพุกันอย่างเนืองแน่นทุกค่ำคืน 

6. Busan Cinema Center

   

Busan Cinema Center เป็นสถานที่อย่างเป็นทางการสำหรับการจัดงานปูซานอินเตอร์เนชั่นแนลฟิล์ม เฟสติวัล หรือ BIFF ซึ่งปัจจุบันเทศกาลนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดของการจัดงานเทศกาลภาพยนตร์ในทวีปเอเชีย ซึ่งการออกแบบของอาคารแห่งนี้ได้ทำขึ้นอย่างพิเศษและโดดเด่นด้วยหลังคาขนาดใหญ่ที่ตกแต่งด้วยไฟ LED มากถึง 42,600 หลอดอย่างมีศิลปะและเอกลักษณ์ จนดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือนปูซานทั้งชาวเกาหลีเองและชาวต่างประเทศอย่างล้นหลาม โดย Busan Cinema Center ประกอบไปด้วย 3 อาคารหลักที่ถูกออกแบบเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นภายในยังมีร้านอาหาร ร้านกาแฟ และบาร์ไว้คอยบริการผู้มาเยือนอีกด้วย อนึ่ง ในทุกคืนวันอังคารที่นี่ยังมีการฉายภาพยนตร์ให้ชมกันฟรีๆ อีกด้วย

7. ตลาดชากัลชิ

   

ตลาดชากัลชิเป็นตลาดอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งเมืองปูซาน โดยตลาดแห่งนี้ประกอบไปด้วยตลาดกลางแจ้งที่ด้านหลังของตลาดมีพื้นที่ติดกับท่าเรือ โดยในแต่ละวันบรรดาพ่อค้าแม่ขายจะนำอาหารทะเลสดๆ เป็นๆ มาวางขายกันยาวเหยียดหลายสิบร้าน และอีกส่วนก็คืออาคารหลังใหญ่ที่นอกจากจะขายอาหารทะเลสดๆ แล้ว ก็ยังมีโซนปรุงสุกให้ผู้มาเยือนได้ลิ้มลองรสชาติอาหารทะเลกันแบบสดใหม่อีกด้วย พร้อมกับการชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของตลาดแห่งนี้ไปพร้อมๆ กัน นอกจากนั้น ในส่วนบนสุดของอาคารแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์และจุดชมวิวของเมืองปูซานอีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างสำหรับ 7 สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังแห่งเมืองปูซาน มัชรูมทราเวลก็หวังว่าคงจะถูกใจสำหรับคอท่องเที่ยวแดนโสมไม่น้อย ทั้งนี้เมืองปูซานยังเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่อีกมากมาย ที่รอให้คุณไปค้นหาด้วยตัวเอง...

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ฮิโรชิมา ชิมะนะมิ ไคโดะ... สุดยอดเส้นทางท่องเที่ยวของนักปั่น(จักรยาน)

สำหรับนักปั่นน่องเหล็กไม่ว่าจะเป็นมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น เชื่อแน่ว่าฮิโรชิมา ชิมะนะมิ ไคโดะต้องเป็นหนึ่งในเส้นทางการปั่นจักรยานในฝันของแทบทุกคนอย่างแน่นอน แม้ว่าเส้นทางแห่งนี้จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรของรถยนต์ แต่มันก็ถูกดีไซน์เพื่อการปั่นจักรยานด้วยเช่นเดียวกัน ด้วยระยะทางที่งดงามถึง 60 กิโลเมตร นับตั้งแต่บนถนนไปจนถึงสะพานที่เชื่อมต่อเกาะฮอนชูชิโกกุซึ่งเป็นเกาะหลักที่มีความใหญ่เป็นอันดับ 4 ของประเทศ ครอบคลุมไปถึงหมู่เกาะเล็กๆ ที่อยู่รายรอบเอาไว้


วันนี้มัชรูมทราเวลจึงอยากชวนทุกท่านไปปั่นจักรยานไกลถึงดินแดนพระอาทิตย์  โดยจะเริ่มต้นปั่นจากเมือง โอโนมิจิ จังหวัดฮิโรชิมา ไปจนถึงเมืองอิมาบาริในจังหวัดเอฮิเมะ ซึ่งทั้งเส้นทางนี้จะเต็มไปด้วยทัศนียภาพอันแสนวิเศษ ที่จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อยเคร่งเครียด และรู้สึกถึงความอิสระที่กำลังโอบล้อมร่างกายและจิตใจ โดยผู้ที่สนใจต้องการปั่นจักรยานในเส้นทางฮิโรชิมา ชิมะนะมิ ไคโดะ สนนราคาค่าเช่าจักรยานนั้นเริ่มต้นที่ 500 เยนต่อวัน สำหรับผู้ใหญ่ และเด็ก 300 เยนต่อวัน ซึ่งต้องจ่ายค่ามัดจำล่วงหน้าก่อน 1,000 เยน และจะได้คืนเมื่อนำจักรยานไปคืน ณ สถานีที่เช่ามาตั้งแต่ต้นนั่นเอง แต่หากคืนที่สถานีอื่นก็จะถูกริบเงินมัดจำทันที


จุดสตาร์ท: เมืองโอโนมิจิ



สำหรับจุดเริ่มต้นของการปั่นจักรยานของเราครั้งนี้อยู่ที่เมืองโอโนมิจิที่ตั้งบนฝั่งฮอนชู ที่เหมาะแก่การปั่นจักรยานเป็นอย่างมาก อีกทั้งคนเมืองนี้ต่างก็รักในกีฬาชนิดนี้ด้วย ดังจะเห็นได้จากสถานีเช่าจักรยานขนาดใหญ่ และโรงแรมที่อนุญาตที่เข้าพักสามารถเอาจักรยานเข้าไปจอดภายในห้องพักได้ นอกจากนี้โอโนมิจิยังเป็นเมืองอันเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเป็นอย่างมาก ด้วยมีจุดชมวิวบนเนินเขาที่สวยงาม รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังระดับโลกอีกหลายๆ แห่ง  ที่นักท่องเที่ยวควรแวะไปเยี่ยมเยือนสักครั้ง      

แวะชิมผลไม้สดๆ จากไร่



หลังจากออกจากจุดสตาร์ทคือเมืองโอโนมิจิแล้ว ระหว่างทางผ่านช่องแคบคุรุชิมะจนถึงเกาะมูคาอิชิมะ นักท่องเที่ยวจะรู้สึกถึงความสงบและผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเส้นทางนี้ต้องผ่านสวนส้มอันเงียบสงบและเทือกเขาอันเขียวขจี  โดยที่นี่นอกจากจะมีชื่อเสียงในเรื่องของเส้นทางการท่องเที่ยวในแบบเอ็กซ์ตรีมแล้ว แถบนี้ก็ยังเป็นที่รู้จักในนามของสวนผลไม้แห่งประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย ซึ่งอุดมไปด้วยผลิตผลจากส้มและผลไม้ต่างๆ และผลิตภัณฑ์คุณภาพดีทั้งเค้ก แยม น้ำผึ้ง ซอส และน้ำผลไม้ เป็นต้น

ข้ามผ่านสะพานที่ยาวที่สุดในโลก

ในขณะที่นักท่องเที่ยวปั่นจักรยานไปตามเส้นทางฮิโรชิมา ชิมะนะมิ ไคโดะนั้น นอกจากเส้นทางสองฟากฝั่งที่สวยงาม และต้องบุกตะลุยเขาวงกตของหมอกหนาทึบอันน่าตื่นเต้นแล้ว สะพานที่นักท่องเที่ยวจะต้องเดินทางข้ามไปก็จะละเลยเสียมิได้ เพราะสะพานทั้งสองแห่งอย่างสะพานทาทาระ และสะพานคุรุชิมะ ไคเคียว โอฮาชินั้นได้ชื่อว่าเป็นสะพานที่ยาวที่สุดในโลกเลยทีเดียว 

สะพานทาทาระ   



 สะพานทาทาระเป็นลักษณะของสะพานขึงด้วยเหล็กกล้าซึ่งมีความยาวติดอันดับต้นๆ ของโลก นั่นคือ 220 เมตร 

สะพานคุรุชิมะ ไคเคียว โอฮาชิ 



สะพานคุรุชิมะเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก คือมีระยะทางถึง 4,045 เมตร โดยมีสถานะเป็น 1 ใน 9 สะพานของทางด่วนชิมะนะมิไกโดที่เชื่อมระหว่างฟุคุยามะบนเกาะฮอนชู กับเมืองอิมาบาริในจังหวัดเอะฮิเมะเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งตรงจุดนี้จะเป็นช่วงที่สะพานถูกสร้างข้ามช่องแคบคุรุชิมะ ที่สามารถมองเห็นกระแสน้ำวน 1 ใน 3 แห่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของญี่ปุ่น

How to get there:

นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปยังเมืองโอโนมิจิ สามารถเดินทางออกจากโตเกียวไปได้ง่ายๆ ด้วยรถไฟหัวกระสุนชินคันเซ็นประจำสถานีชินโอโนมิจิ โดยจะใช้เวลาในการเดินทาง 4.30 ชั่วโมง 

หรือหากต้องการเดินทางโดยเครื่องบินเพื่อประหยัดเวลา ก็มีเที่ยวบินภายในประเทศระหว่างโตเกียวและฮิโรชิมา โดยใช้เวลาในการเดินทาง 1.20 ชั่วโมง

ส่วนผู้ที่ไม่ถนัดในการขับขี่รถจักรยาน แต่ต้องการเช่ารถขับเพื่อไปยังเกาะแก่งต่างๆ ภายในเส้นทางฮิโรชิม่าชิมะนะมิ ไคโดะ ที่นี่ก็มีรถยนต์ให้เช่าเช่นกัน และต้องจ่ายค่าโทลเวย์เพื่อข้ามสะพานประมาณ 4,000 เยนต่อ 1 เที่ยว